ค้นพบครั้งแรก! ไฟป่ากำลังเปลี่ยนโลก นักวิทย์พบสัญญาณอันตราย

Share on Line Share on Facebook Share on X
ค้นพบครั้งแรก!  ไฟป่ากำลังเปลี่ยนโลก นักวิทย์พบสัญญาณอันตราย

งานวิจัยครั้งใหม่จากประเทศนิวซีแลนด์ค้นพบหลักฐานสำคัญเป็นครั้งแรกว่า ไฟป่าที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งผลต่อสัดส่วนแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศโลก โดยเฉพาะไฟป่าครั้งใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือและป่าแอมะซอน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงวงจรอันตรายที่โลกร้อนกระตุ้นให้เกิดไฟป่ามากขึ้น และไฟป่าก็อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับไปเร่งให้โลกร้อนรุนแรงขึ้นอีก

 

สถาบัน Earth Sciences New Zealand เปิดเผยผลการศึกษาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานก๊าซเรือนกระจกประจำปีขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO พบว่า ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสำคัญในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในปี 2568 รวมถึงก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูง แต่มีอายุในชั้นบรรยากาศสั้นกว่าคาร์บอนไดออกไซด์

 

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจ คือผลการวิเคราะห์องค์ประกอบไอโซโทปของก๊าซมีเทน ซึ่งเปรียบเสมือนลายนิ้วมือที่ช่วยระบุแหล่งกำเนิดก๊าซ พบว่า ตั้งแต่กลางปี 2566 จนถึงปี 2568 สัดส่วนการปล่อยก๊าซมีเทนที่มีลักษณะบ่งชี้ว่ามาจากการเผาไหม้ชีวมวลหรือไฟป่า เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับก๊าซมีเทนจากกระบวนการของจุลินทรีย์ในพื้นที่ชุ่มน้ำและภาคเกษตรกรรม


สรุปข่าว

นักวิทยาศาสตร์นิวซีแลนด์พบหลักฐานครั้งแรกว่า ไฟป่าที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งผลต่อสัดส่วนแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศโลก ไฟป่ารุนแรงในอเมริกาเหนือและป่าแอมะซอนช่วงปี 2566–2567 ทำให้ตรวจพบสัญญาณก๊าซมีเทนจากการเผาไหม้เพิ่มขึ้นในระดับโลก ขณะที่ภัยแล้งส่งผลให้การปล่อยมีเทนจากพื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่งลดลง นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากโลกร้อนขึ้นต่อเนื่อง อาจทำให้ไฟป่ารุนแรงและปล่อยก๊าซมีเทนมากขึ้น จนเกิดวงจรซ้ำเติมวิกฤตโลกร้อนในอนาคต

งานวิจัยครั้งใหม่จากประเทศนิวซีแลนด์ค้นพบหลักฐานสำคัญเป็นครั้งแรกว่า ไฟป่าที่ทวีความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังส่งผลต่อสัดส่วนแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศโลก โดยเฉพาะไฟป่าครั้งใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือและป่าแอมะซอน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงวงจรอันตรายที่โลกร้อนกระตุ้นให้เกิดไฟป่ามากขึ้น และไฟป่าก็อาจปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับไปเร่งให้โลกร้อนรุนแรงขึ้นอีก

 

สถาบัน Earth Sciences New Zealand เปิดเผยผลการศึกษาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานก๊าซเรือนกระจกประจำปีขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO พบว่า ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสำคัญในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในปี 2568 รวมถึงก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพในการกักเก็บความร้อนสูง แต่มีอายุในชั้นบรรยากาศสั้นกว่าคาร์บอนไดออกไซด์

 

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจ คือผลการวิเคราะห์องค์ประกอบไอโซโทปของก๊าซมีเทน ซึ่งเปรียบเสมือนลายนิ้วมือที่ช่วยระบุแหล่งกำเนิดก๊าซ พบว่า ตั้งแต่กลางปี 2566 จนถึงปี 2568 สัดส่วนการปล่อยก๊าซมีเทนที่มีลักษณะบ่งชี้ว่ามาจากการเผาไหม้ชีวมวลหรือไฟป่า เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับก๊าซมีเทนจากกระบวนการของจุลินทรีย์ในพื้นที่ชุ่มน้ำและภาคเกษตรกรรม


นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไฟป่ารุนแรงเป็นประวัติการณ์ในทวีปอเมริกาเหนือและป่าแอมะซอน ระหว่างปี 2566–2567 ขณะที่ภัยแล้งยังทำให้การปล่อยก๊าซมีเทนจากพื้นที่ชุ่มน้ำลดลงบางส่วน ส่งผลให้สัดส่วนก๊าซมีเทนจากไฟป่าเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับแหล่งกำเนิดอื่น

 

รายงานยังชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากกิจกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นปัจจัยสำคัญที่ถูกเสนอว่าอยู่เบื้องหลังไฟป่ารุนแรงเหล่านี้ ประกอบกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้ง เอื้อต่อการเกิดไฟป่า พร้อมกับลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากพื้นที่ชุ่มน้ำในบางบริเวณ


ดร.ปีเตอร์ สเปอร์ลิช นักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศจาก Earth Sciences New Zealand และหัวหน้าผู้เขียนเนื้อหาด้านไอโซโทปมีเทนในรายงาน WMO อธิบายว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ไฟป่ามีขนาดและความรุนแรงมากพอ จนทำให้ตรวจพบสัญญาณก๊าซมีเทนจากการเผาไหม้ในข้อมูลไอโซโทประดับโลกได้


แม้ในช่วงท้ายของการติดตาม สัดส่วนก๊าซมีเทนที่มีลักษณะบ่งชี้ว่ามาจากไฟป่าจะลดลงจนเกือบกลับสู่ระดับปี 2566 แต่การเพิ่มขึ้นชั่วคราวครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบธรรมชาติของโลก


ด้าน ดร.ซารา มิคาลอฟ-เฟลตเชอร์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศของสถาบัน เตือนว่า หากโลกร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไฟป่ามีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจทำให้การปล่อยก๊าซมีเทนเพิ่มสูงขึ้นในระดับโลก และย้อนกลับมาเร่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้รุนแรงยิ่งกว่าเดิม


ขณะเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ยังพัฒนาเทคโนโลยีตรวจวัดก๊าซมีเทนด้วยโดรนและเซนเซอร์ที่ติดตั้งบนยานพาหนะ เพื่อช่วยระบุแหล่งกำเนิดก๊าซได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะในฟาร์มปศุสัตว์ หลุมฝังกลบขยะ และระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศนิวซีแลนด์ เพราะก๊าซมีเทนคิดเป็นมากกว่า 50% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ


รายงานยังพบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกสูงขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1960 โดยเพิ่มจากเฉลี่ยปีละ 0.8 ส่วนในล้านส่วน เป็น 2.4 ส่วนในล้านส่วนต่อปีในช่วงปี 2554–2563 และระหว่างปี 2567–2568 เพิ่มขึ้นอีก 2.8 ส่วนในล้านส่วน


การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า วิกฤตโลกร้อนอาจกำลังสร้างวงจรที่ย้อนกลับมาซ้ำเติมตัวเอง เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นจนไฟป่ารุนแรงขึ้น ไฟป่าก็สามารถปล่อยก๊าซมีเทนเพิ่มเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และอาจยิ่งเร่งให้โลกร้อนขึ้นในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จึงย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้การเปลี่ยนแปลงในระบบธรรมชาติขยายตัวจนควบคุมได้ยาก

ที่มาข้อมูล : earthsciences.nz

ที่มารูปภาพ : Reuters