ป่าแอมะซอนฟื้นคืนชีพ พบการทำลายป่า ต่ำที่สุดในรอบ 38 ปี!

Share on Line Share on Facebook Share on X
ป่าแอมะซอนฟื้นคืนชีพ  พบการทำลายป่า  ต่ำที่สุดในรอบ 38 ปี!

บราซิลประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องป่าแอมะซอน หลังข้อมูลล่าสุดเผยว่า อัตราการตัดไม้ทำลายป่าลดลงแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1988 หรือในรอบ 38 ปี ถือเป็นความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา อย่างไรก็ตาม อนาคตของผืนป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบชี้ขาดในวันที่ 25 ตุลาคมนี้

รายงานระบุว่า ข้อมูลดาวเทียมจากระบบ Prodes ของสถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล พบว่าพื้นที่ป่าแอมะซอนที่ถูกทำลายในรอบปีที่ผ่านมาลดลงถึง 41.8% เหลือเพียง 3,335 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การสำรวจ และต่ำกว่าสถิติเดิมถึง 1,236 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่าพื้นที่เมืองรีโอเดจาเนโร

สรุปข่าว

ข่าวดีของโลก! บราซิลลดการทำลายป่าแอมะซอนลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 38 ปี หลังรัฐบาลเดินหน้าปราบปรามการบุกรุกป่าอย่างจริงจัง แต่ความสำเร็จครั้งนี้อาจอยู่ได้ไม่นาน เมื่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่กำลังจะมาถึง อาจเป็นตัวตัดสินว่า ปอดสำคัญของโลกจะได้รับการฟื้นฟูต่อไป หรือกลับเข้าสู่วิกฤตอีกครั้ง

บราซิลประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในการปกป้องป่าแอมะซอน หลังข้อมูลล่าสุดเผยว่า อัตราการตัดไม้ทำลายป่าลดลงแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 1988 หรือในรอบ 38 ปี ถือเป็นความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญของรัฐบาลประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา อย่างไรก็ตาม อนาคตของผืนป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบชี้ขาดในวันที่ 25 ตุลาคมนี้

รายงานระบุว่า ข้อมูลดาวเทียมจากระบบ Prodes ของสถาบันวิจัยอวกาศแห่งชาติบราซิล พบว่าพื้นที่ป่าแอมะซอนที่ถูกทำลายในรอบปีที่ผ่านมาลดลงถึง 41.8% เหลือเพียง 3,335 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การสำรวจ และต่ำกว่าสถิติเดิมถึง 1,236 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่าพื้นที่เมืองรีโอเดจาเนโร

หากเปรียบเทียบกับปี 2022 ก่อนที่รัฐบาลลูลาจะเข้าบริหารประเทศ พบว่าอัตราการทำลายป่าลดลงมากถึง 71.2% โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามกิจกรรมบุกรุกป่า และการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม

แม้รัฐปารา มาตูโกรสซู และอามาโซนัส ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีการทำลายป่าสูงที่สุด คิดเป็น 33.9% 25.5% และ 15.7% ของพื้นที่ป่าแอมะซอนที่ถูกทำลายทั้งหมดตามลำดับ แต่ทั้งสามรัฐต่างมีอัตราการทำลายป่าลดลงมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่รัฐโรไรมาเป็นพื้นที่ที่สถานการณ์แย่ลงเล็กน้อย โดยการทำลายป่าเพิ่มขึ้น 0.4%

ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในป่าแอมะซอนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพื้นที่ทุ่งหญ้าสะวันนาเซอร์ราโด (Cerrado) ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญของบราซิล โดยพื้นที่ถูกทำลายลดลงเหลือ 5,516 ตารางกิโลเมตร ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 และลดลงถึง 48.4% ตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้พื้นที่แห่งนี้จะเคยเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการขยายพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองและเลี้ยงโค

ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างอย่างชัดเจนจากยุคอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร ซึ่งการทำลายป่าแอมะซอนเพิ่มขึ้นถึง 59.5% ระหว่างช่วงบริหารประเทศปี 2019–2023 ท่ามกลางการลดงบประมาณหน่วยงานพิทักษ์ป่าและการผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้กำลังเผชิญบททดสอบทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อบราซิลเตรียมจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสองในวันที่ 25 ตุลาคม ระหว่างลูลา ผู้นำคนปัจจุบัน กับฟลาวิโอ โบลโซนาโร บุตรชายของอดีตประธานาธิบดี ซึ่งมีแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ลูลาให้ความสำคัญกับการปกป้องป่าแอมะซอน สิทธิชนพื้นเมือง และบทบาทของบราซิลในการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ฟลาวิโอได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มเจ้าของที่ดินและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้กลุ่มอนุรักษ์กังวลว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล นโยบายคุ้มครองป่าอาจถูกผ่อนปรน และนำไปสู่การบุกรุกทำลายป่าเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ความแตกต่างยังครอบคลุมถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา โดยลูลายืนยันว่าทรัพยากรในป่าแอมะซอนเป็นสมบัติของบราซิล ขณะที่ตระกูลโบลโซนาโรมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ และอาจผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่เปิดทางให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น

มาร์ซิโอ แอสตรินี (Marcio Astrini) เลขาธิการองค์กร Climate Observatory ระบุว่า ตัวเลขล่าสุดพิสูจน์ให้เห็นว่า การยุติการทำลายป่าในบราซิลเป็นสิ่งที่สามารถทำได้จริง แต่ความสำเร็จจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด แม้บราซิลจะสร้างประวัติศาสตร์ในการลดการทำลายป่าแอมะซอนได้สำเร็จ แต่อนาคตของผืนป่าที่มีบทบาทสำคัญต่อการดูดซับคาร์บอนและรักษาสมดุลภูมิอากาศโลกยังไม่แน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินอนาคตทางการเมืองของบราซิล แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า ป่าแอมะซอนจะได้รับการฟื้นฟูต่อไป หรือกลับมาเผชิญวิกฤตการทำลายป่าอีกครั้ง

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters/BRUNO KELLY