แอมะซอนลุกเป็นไฟ! เอลนีโญซ้ำเติม ไฟป่าพุ่ง 253%

“วิกฤตไฟป่าในป่าแอมะซอน” ของ “บราซิล” กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่ากังวล หลังจำนวนไฟป่าในช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นถึง 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รัฐอามาโซนัสเผชิญสถานการณ์รุนแรงกว่าหลายพื้นที่ โดยจำนวนจุดไฟป่าพุ่งสูงถึง 253% ท่ามกลางอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ภาวะโลกร้อน และกิจกรรมของมนุษย์ที่ซ้ำเติมให้ผืนป่าแห้งแล้งจนเสี่ยงต่อการเกิดไฟลุกลาม ส่งผลให้ควันพิษปกคลุมชุมชนหลายแห่ง ประชาชนประสบปัญหาสุขภาพทางเดินหายใจ และทางการต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในหลายพื้นที่
สถานการณ์ไฟป่าในภูมิภาคแอมะซอนของบราซิลกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังป่าแอมะซอนของบราซิลพบว่า ในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 2026 จำนวนไฟป่าเพิ่มขึ้นถึง 84% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาไฟป่าที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
สรุปข่าว
“วิกฤตไฟป่าในป่าแอมะซอน” ของ “บราซิล” กำลังทวีความรุนแรงอย่างน่ากังวล หลังจำนวนไฟป่าในช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นถึง 84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รัฐอามาโซนัสเผชิญสถานการณ์รุนแรงกว่าหลายพื้นที่ โดยจำนวนจุดไฟป่าพุ่งสูงถึง 253% ท่ามกลางอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ภาวะโลกร้อน และกิจกรรมของมนุษย์ที่ซ้ำเติมให้ผืนป่าแห้งแล้งจนเสี่ยงต่อการเกิดไฟลุกลาม ส่งผลให้ควันพิษปกคลุมชุมชนหลายแห่ง ประชาชนประสบปัญหาสุขภาพทางเดินหายใจ และทางการต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในหลายพื้นที่
สถานการณ์ไฟป่าในภูมิภาคแอมะซอนของบราซิลกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต หลังข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังป่าแอมะซอนของบราซิลพบว่า ในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 2026 จำนวนไฟป่าเพิ่มขึ้นถึง 84% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาไฟป่าที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ป่าฝนเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
โดยเฉพาะในรัฐอามาโซนัส ทางตอนเหนือของบราซิล ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของระบบนิเวศแอมะซอน พบว่าจำนวนไฟป่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 253% หรือมีไฟป่ารวม 1,679 จุด นับเป็นสถานการณ์ที่สร้างความกังวลอย่างมากต่อทั้งเจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักคือเทศบาลอูตาเซส (Autazes) ในรัฐอามาโซนัส ซึ่งถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาทึบจากไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ ส่งผลให้คุณภาพอากาศเสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรง และประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มประสบปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ทางการต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตเทศบาลอย่างน้อย 36 แห่งทั่วรัฐอามาโซนัส เพื่อรับมือกับผลกระทบจากไฟป่าและปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ผลกระทบยังขยายไปถึงเมืองมาเนาส์ (Manaus) เมืองหลวงของรัฐอามาโซนัส ซึ่งมีประชากรมากกว่า 2 ล้านคน โดยปริมาณควันไฟและมลพิษทางอากาศที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ทางการต้องยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง รวมถึงสั่งปิดโรงเรียนของรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนและประชาชนต้องสัมผัสกับอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
คาร์ลอส ดูริแกน (Carlos Durigan) นักภูมิศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมแอมะซอน หรือ IPAM เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่แอมะซอนกำลังเผชิญกับความเครียดด้านน้ำและความร้อนในระดับรุนแรงอย่างยิ่ง ซึ่งหมายถึงสภาวะที่ระบบนิเวศต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำควบคู่กับอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ
สภาวะดังกล่าวทำให้ต้นไม้และพืชพรรณสูญเสียความชุ่มชื้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและการลุกลามของเปลวไฟ ขณะเดียวกันยังส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ สุขภาพของประชาชน และความสามารถในการผลิตของพื้นที่เกษตรกรรม
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นคือปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ของแอมะซอนเผชิญสภาพอากาศแห้งแล้งยาวนานกว่าปกติ ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และเพิ่มความรุนแรงของภาวะขาดแคลนน้ำ
ตามปกติแล้ว เดือนตุลาคมควรเป็นช่วงที่ปริมาณฝนเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ของแอมะซอน แต่ในปีนี้ ฝนที่ตกลงมายังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาความแห้งแล้ง ส่งผลให้ผืนป่ายังคงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟไหม้
อย่างไรก็ตาม วิกฤตไฟป่าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว เนื่องจากเจ้าหน้าที่บราซิลสงสัยว่าไฟป่าหลายจุดอาจเกิดจากการจุดไฟโดยเจตนา เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่า
เจา เปาโล คาโปเบียนโก (Joao Paulo Capobianco) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของบราซิล ตรวจพบไฟไหม้ภายในเขตป่าอนุรักษ์ระหว่างการบินสำรวจพื้นที่ โดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมระบุว่า ลักษณะของไฟที่พบชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการลอบวางเพลิงเพื่อแผ้วถางพื้นที่ป่า ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาสำคัญของป่าแอมะซอน ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพร้อมกัน โดยเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้งและอุณหภูมิสูงขึ้น การจุดไฟเพื่อเปิดพื้นที่แม้เพียงบางส่วนก็อาจลุกลามกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ การสูญเสียพื้นที่ป่ายังอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว เนื่องจากป่าแอมะซอนมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บคาร์บอน รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และควบคุมวัฏจักรน้ำในภูมิภาค การเผาไหม้ของพื้นที่ป่าจึงไม่เพียงทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนให้รุนแรงยิ่งขึ้น
- “มาเลเซีย” สั่งปิดโรงเรียน หนีควันไฟป่าข้ามพรมแดน
- โลกร้อนไม่รอใคร ชาติหมู่เกาะผนึกเสียงเตือน จี้มหาอำนาจเร่งลงมือ ก่อนสายเกินไป!
- “โจฮันเนสเบิร์ก” เผชิญโลกเดือด เมื่อบ้านคนจนกลายเป็น “กับดักความร้อน”
- มหาสมุทรเดือด ประเทศเกาะเสี่ยงจม นักวิทย์กว่า 100 คนเตือน โลกดูยังไม่พร้อมรับมือ!
- ควันไฟอินโดนีเซีย บุก “สิงคโปร์” ขณะ F1 กำลังจะเปิดฉาก
