ช็อกโลก! “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” ละลายหนักกว่าที่คาด เสี่ยงดันน้ำทะเลสูง 2 เท่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
ช็อกโลก! “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” ละลายหนักกว่าที่คาด เสี่ยงดันน้ำทะเลสูง 2 เท่า

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสัญญาณอันตรายจากธารน้ำแข็งทเวตส์ในแอนตาร์กติกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” หลังงานวิจัยล่าสุดพบว่าธารน้ำแข็งขนาดมหึมาแห่งนี้กำลังละลายรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยอาจส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าประมาณการเดิมถึง 2 เท่าภายในปี 2100 สร้างความกังวลต่ออนาคตของเมืองชายฝั่งทั่วโลกที่อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้

งานวิจัยล่าสุดจากทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านธารน้ำแข็งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนไอพ่นขององค์การนาซา หรือ NASA Jet Propulsion Laboratory เปิดเผยว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์ (Thwaites Glacier) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา กำลังสูญเสียน้ำแข็งจากกระบวนการละลายใต้ฐานธารน้ำแข็งที่รุนแรงกว่าที่แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้

สรุปข่าว

สัญญาณเตือนครั้งใหญ่จากขั้วโลกใต้! นักวิทยาศาสตร์พบว่า “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” กำลังละลายรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ และอาจทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าประมาณการเดิมถึง 2 เท่าภายในปี 2100 ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีโอกาสสูญเสียจุดยึดสำคัญถึง 60% ภายในสิ้นศตวรรษ ซึ่งอาจเร่งให้มวลน้ำแข็งมหาศาลไหลลงสู่มหาสมุทรเร็วขึ้น และกลายเป็นภัยคุกคามต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลกในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสัญญาณอันตรายจากธารน้ำแข็งทเวตส์ในแอนตาร์กติกา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” หลังงานวิจัยล่าสุดพบว่าธารน้ำแข็งขนาดมหึมาแห่งนี้กำลังละลายรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์ โดยอาจส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าประมาณการเดิมถึง 2 เท่าภายในปี 2100 สร้างความกังวลต่ออนาคตของเมืองชายฝั่งทั่วโลกที่อาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้

งานวิจัยล่าสุดจากทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านธารน้ำแข็งของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนไอพ่นขององค์การนาซา หรือ NASA Jet Propulsion Laboratory เปิดเผยว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์ (Thwaites Glacier) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกา กำลังสูญเสียน้ำแข็งจากกระบวนการละลายใต้ฐานธารน้ำแข็งที่รุนแรงกว่าที่แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์เคยประเมินไว้

ธารน้ำแข็งแห่งนี้ได้รับฉายาว่า “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” หรือ Doomsday Glacier เนื่องจากหากเกิดการพังทลายครั้งใหญ่ อาจนำไปสู่ผลกระทบมหาศาลต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลก โดยทเวตส์ถือเป็นธารน้ำแข็งที่กว้างที่สุดในโลก มีขนาดพื้นที่ใกล้เคียงกับรัฐฟลอริดาของสหรัฐอเมริกา และตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงได้ยากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งแห่งนี้มีการถอยร่นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันการสูญเสียน้ำแข็งจากทเวตส์มีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็นประมาณ 4% ของอัตราการเพิ่มขึ้นทั้งหมด

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลอย่างมาก คือปริมาณน้ำแข็งมหาศาลที่กักเก็บอยู่ภายในธารน้ำแข็งทเวตส์ หากน้ำแข็งทั้งหมดละลายลงสู่มหาสมุทร อาจทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 60 เซนติเมตร

นอกจากนี้ ทเวตส์ยังทำหน้าที่เสมือนกำแพงธรรมชาติที่ช่วยชะลอการไหลของมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ในแอนตาร์กติกาตะวันตก หากธารน้ำแข็งแห่งนี้พังทลายจนส่งผลให้มวลน้ำแข็งบริเวณโดยรอบสูญเสียเสถียรภาพ อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในระยะยาวได้มากถึงประมาณ 3 เมตร ซึ่งจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเมืองชายฝั่งทั่วโลก ตั้งแต่ไมอามีในสหรัฐอเมริกาไปจนถึงกรุงมะนิลาในฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระดับดังกล่าวเป็นสถานการณ์ระยะยาวจากการสูญเสียมวลน้ำแข็งในวงกว้าง ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดภายในปี 2100

งานวิจัยครั้งนี้ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ได้พัฒนาแบบจำลองแผ่นน้ำแข็งรูปแบบใหม่ เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้นบริเวณใต้ธารน้ำแข็ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรียกว่า Grounding Line หรือแนวที่ธารน้ำแข็งเปลี่ยนจากการวางตัวบนพื้นทะเลไปเป็นแผ่นน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ

ที่ผ่านมา แบบจำลองธารน้ำแข็งส่วนใหญ่มักประเมินว่าแนวดังกล่าวมีตำแหน่งค่อนข้างคงที่และมีเสถียรภาพ แต่ข้อมูลจากดาวเทียมล่าสุดกลับพบว่า บริเวณนี้ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งแคบ ๆ หากแต่เป็นพื้นที่ที่มีความกว้างหลายกิโลเมตร เรียกว่า Grounding Zone ซึ่งน้ำทะเลสามารถไหลเข้าและออกใต้ฐานธารน้ำแข็งได้อย่างต่อเนื่องตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง

กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า Tidal Pumping ซึ่งทำให้น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิค่อนข้างอุ่นไหลแทรกซึมเข้าไปใต้แผ่นน้ำแข็งได้ลึกขึ้น ส่งผลให้เกิดการละลายบริเวณฐานธารน้ำแข็งอย่างรุนแรง และเร่งให้ธารน้ำแข็งสูญเสียเสถียรภาพเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์

“มัตเตีย โปอิเนลลี” หัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า การค้นพบครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องเปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างใต้ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทร เนื่องจากน้ำทะเลไม่ได้สัมผัสเฉพาะขอบธารน้ำแข็งเท่านั้น แต่ยังสามารถเคลื่อนตัวลึกเข้าไปใต้ฐานน้ำแข็งและเร่งกระบวนการละลายได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำกระบวนการดังกล่าวมารวมไว้ในแบบจำลอง พบว่า ธารน้ำแข็งทเวตส์อาจมีส่วนทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นได้มากถึงประมาณ 3 เซนติเมตรภายในปี 2100 หรือสูงกว่าประมาณการเดิมถึง 2 เท่า แม้จะไม่มีภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นไปจากระดับปัจจุบันก็ตาม

แม้ตัวเลข 3 เซนติเมตรอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากปัจจัยอื่น ก็อาจทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและเมืองที่ตั้งอยู่ติดทะเล

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ ลักษณะภูมิประเทศใต้ธารน้ำแข็งทเวตส์ ซึ่งมีพื้นหินลาดต่ำลงไปทางด้านในทวีป ทำให้เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น น้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงกว่าสามารถเข้าถึงน้ำแข็งในบริเวณที่ลึกขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการละลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บริเวณใต้ธารน้ำแข็งยังมีสันเขาใต้น้ำขนาดใหญ่ 2 แนวที่ทำหน้าที่เสมือนจุดยึด ช่วยชะลอไม่ให้มวลน้ำแข็งไหลออกสู่มหาสมุทรเร็วเกินไป

ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการละลายบริเวณฐานธารน้ำแข็งกำลังเร่งให้มวลน้ำแข็งสูญเสียการยึดเกาะกับสันเขาใต้น้ำขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Mouginot Ridge และมีความเป็นไปได้ประมาณ 60% ที่น้ำแข็งจะหลุดจากจุดยึดดังกล่าวภายในสิ้นศตวรรษนี้

หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ธารน้ำแข็งอาจถอยร่นอย่างรวดเร็วไปตามพื้นหินที่ลาดต่ำลง จนกระทั่งเคลื่อนตัวไปถึงสันเขาใต้น้ำแนวถัดไป ซึ่งอาจทำให้กระบวนการสูญเสียน้ำแข็งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่แบบจำลองในอดีตเคยคาดการณ์

“เอริก ริกนอต” ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ระบบโลกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ และหนึ่งในผู้ร่วมวิจัย ระบุว่า ผลการศึกษาครั้งนี้สะท้อนว่าประชากรในพื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกอาจเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า

ขณะที่ “เท็ด สแคมบอส” นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษา มองว่าการค้นพบครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการคาดการณ์ระดับน้ำทะเลที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งทเวตส์ อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังเตือนว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากกระบวนการที่เกิดขึ้นใต้ธารน้ำแข็งมีความซับซ้อนสูง และยังขาดข้อมูลจากการสำรวจโดยตรงในพื้นที่จริง

“โรเบิร์ต ลาร์เตอร์” นักธรณีฟิสิกส์ทางทะเลจาก British Antarctic Survey อธิบายว่า ยังมีอีกหลายประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการละลายในบริเวณ Grounding Zone เพื่อให้สามารถคาดการณ์ความเร็วในการสูญเสียน้ำแข็งได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยสภาพแวดล้อมใต้ธารน้ำแข็งทเวตส์อาจมีความซับซ้อนมากกว่าที่แบบจำลองปัจจุบันสามารถอธิบายได้

ด้วยเหตุนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์จึงมีแผนเดินทางไปสำรวจธารน้ำแข็งทเวตส์อีกครั้งในปี 2028 โดยจะติดตั้งเครื่องมือสำหรับตรวจวัดการไหลเข้าและออกของน้ำทะเลบริเวณใต้ฐานธารน้ำแข็ง เพื่อเก็บข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับกระบวนการละลายที่กำลังเกิดขึ้น

ริกนอตกล่าวว่า แม้นักวิทยาศาสตร์จะตระหนักถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อแผ่นน้ำแข็งที่เปราะบางของโลกมานานหลายทศวรรษ แต่ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใต้ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่อย่างทเวตส์ กลับยิ่งเพิ่มความกังวลต่ออนาคตของระดับน้ำทะเลทั่วโลก

เขาย้ำว่า ประชาคมโลกจำเป็นต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่วันนี้ เพื่อจำกัดความรุนแรงของผลกระทบในอนาคต แต่แม้จะสามารถลดการปล่อยมลพิษที่ทำให้โลกร้อนได้สำเร็จ ระดับน้ำทะเลก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อไปจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วกับระบบธารน้ำแข็ง

การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า วิกฤตการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกอาจกำลังดำเนินไปเร็วกว่าที่มนุษย์เคยประเมินไว้ และแม้การเปลี่ยนแปลงบางส่วนจะเกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลอย่างทวีปแอนตาร์กติกา แต่ผลกระทบที่ตามมาอาจส่งถึงเมืองชายฝั่งทั่วโลก ผ่านระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและภัยน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงในอนาคต

ที่มาข้อมูล : Nature Communications

ที่มารูปภาพ : Reuters/Nasa