นักวิจัยเปิดข้อมูลใหม่! โลกร้อนเร่ง “หิมาลัย” เปราะบาง

Share on Line Share on Facebook Share on X
นักวิจัยเปิดข้อมูลใหม่!  โลกร้อนเร่ง “หิมาลัย” เปราะบาง

ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเนปาลกำลังสะท้อนสัญญาณเตือนใหม่จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าเหตุการณ์ภูเขาถล่มและน้ำหลากครั้งรุนแรง ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูเขา ธารน้ำแข็ง และชั้นดินเยือกแข็งที่ได้รับแรงกดดันจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ภูเขาสูงของเทือกเขาหิมาลัยมีความเปราะบางมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและยากต่อการคาดการณ์

 

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม บริเวณด้านเหนือของยอดเขา Langtang Lirung เมื่อมวลหินและธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงจากภูเขา ส่งผลให้มวลหิน น้ำแข็ง และตะกอนราว 110 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลลงสู่หุบเขา แรงกระแทกรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ก่อนเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลที่พุ่งลงสู่พื้นที่ด้านล่าง


กระแสน้ำใช้เวลาเพียงประมาณ 7 นาที เดินทางถึงชายแดนเนปาล–จีน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 20 กิโลเมตร และสามารถไหลต่อไปได้อีกประมาณ 200 กิโลเมตรภายในเวลาไม่ถึง 7 ชั่วโมง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,400 คน ขณะที่อีกกว่า 5,000 คนยังสูญหาย


สรุปข่าว

“เนปาล” เผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่ หลังภูเขาและธารน้ำแข็งถล่ม ปล่อยมวลหิน น้ำแข็ง และตะกอนกว่า 110 ล้านลูกบาศก์เมตรลงสู่หุบเขา นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าโลกร้อนทำให้ธารน้ำแข็งถอยร่นและเพอร์มาฟรอสต์ละลาย ส่งผลให้โครงสร้างภูเขาเปราะบางขึ้น ภัยพิบัติครั้งนี้สะท้อนว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้เทือกเขาหิมาลัยเสี่ยงต่อเหตุถล่มที่รุนแรง รวดเร็ว และคาดการณ์ได้ยากขึ้น

ภัยพิบัติครั้งใหญ่ในเนปาลกำลังสะท้อนสัญญาณเตือนใหม่จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบว่าเหตุการณ์ภูเขาถล่มและน้ำหลากครั้งรุนแรง ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของภูเขา ธารน้ำแข็ง และชั้นดินเยือกแข็งที่ได้รับแรงกดดันจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ภูเขาสูงของเทือกเขาหิมาลัยมีความเปราะบางมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและยากต่อการคาดการณ์

 

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม บริเวณด้านเหนือของยอดเขา Langtang Lirung เมื่อมวลหินและธารน้ำแข็งขนาดมหาศาลพังถล่มลงจากภูเขา ส่งผลให้มวลหิน น้ำแข็ง และตะกอนราว 110 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลลงสู่หุบเขา แรงกระแทกรุนแรงเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ก่อนเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำและเศษซากจำนวนมหาศาลที่พุ่งลงสู่พื้นที่ด้านล่าง


กระแสน้ำใช้เวลาเพียงประมาณ 7 นาที เดินทางถึงชายแดนเนปาล–จีน ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 20 กิโลเมตร และสามารถไหลต่อไปได้อีกประมาณ 200 กิโลเมตรภายในเวลาไม่ถึง 7 ชั่วโมง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 1,400 คน ขณะที่อีกกว่า 5,000 คนยังสูญหาย


นักวิทยาศาสตร์จาก World Weather Attribution ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเปราะบางขึ้น คืออุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธารน้ำแข็งและโครงสร้างของภูเขา ธารน้ำแข็งบริเวณจุดเกิดเหตุเคยถอยร่นประมาณ 75 เมตรในช่วงปี 1964–2000 แต่ระหว่างปี 2010–2026 กลับถอยร่นเพิ่มขึ้นถึง 373 เมตร สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วขึ้นในช่วงหลัง


ขณะเดียวกัน ชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือเพอร์มาฟรอสต์ ซึ่งช่วยยึดเกาะชั้นหินบริเวณภูเขาสูง ก็กำลังได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น เมื่อชั้นน้ำแข็งภายในพื้นดินและหินละลาย ความมั่นคงของภูเขาก็ลดลง ทำให้พื้นที่มีความเสี่ยงต่อการพังถล่มมากขึ้น


สภาพอากาศในช่วงก่อนเกิดภัยพิบัติยังรุนแรงเป็นพิเศษ โดยเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในพื้นที่ และอุณหภูมิเฉลี่ยได้รับอิทธิพลจากภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส ขณะที่วันที่ 24–25 สิงหาคม อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีประมาณ 2.5–2.7 องศาเซลเซียส และเพียงหนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติประมาณ 7 องศาเซลเซียส


นอกจากนี้ เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.8 ในปี 2015 อาจมีส่วนทำให้โครงสร้างภูเขาบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหวเพียงปัจจัยเดียว หากเป็นผลจากหลายปัจจัยที่สะสมและเชื่อมโยงกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง การละลายของเพอร์มาฟรอสต์ อุณหภูมิที่สูงผิดปกติ และสภาพภูเขาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ในอดีต

 

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการคือระบบเตือนภัยที่มีอยู่ยังรับมือกับภัยพิบัติในลักษณะนี้ได้ยาก เพราะระบบส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อติดตามน้ำท่วมจากฝน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นภัยพิบัติแบบต่อเนื่อง เริ่มจากภูเขาถล่ม ตามด้วยการพังของธารน้ำแข็ง และกลายเป็นน้ำหลากพร้อมเศษซากที่เคลื่อนตัวลงหุบเขาด้วยความเร็วสูง ข้อความเตือนภัยครั้งแรกถูกส่งออกมาประมาณ 38 นาทีหลังเกิดการถล่ม ขณะที่กระแสน้ำเดินทางถึงชายแดนภายในเวลาเพียง 7 นาที ทำให้การอพยพประชาชนทำได้ยากมาก


เหตุการณ์นี้จึงสะท้อนความท้าทายใหม่ของโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เพิ่มเพียงความเสี่ยงจากคลื่นความร้อนหรือฝนตกหนักเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงสภาพของภูเขา ธารน้ำแข็ง และพื้นที่สูง จนอาจนำไปสู่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ซับซ้อน และอยู่นอกเหนือรูปแบบการเตือนภัยแบบเดิม

 

ภัยพิบัติครั้งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนว่า ภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยนภูเขาหิมาลัยจากภายใน เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่นและเพอร์มาฟรอสต์ละลาย โครงสร้างภูเขาก็มีแนวโน้มเปราะบางขึ้น ขณะที่ปัจจัยจากสภาพอากาศและเหตุการณ์ในอดีตสามารถเข้ามาซ้ำเติม จนเปลี่ยนการพังถล่มเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์จึงเตือนว่า การรับมือกับโลกที่ร้อนขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการเตือนภัยน้ำท่วมหรือพายุแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของภูเขาและธารน้ำแข็งควบคู่กัน เพราะเมื่อธรรมชาติในพื้นที่สูงเริ่มเสียสมดุล ภัยพิบัติที่ตามมาอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่มนุษย์จะตั้งตัวทัน

ที่มาข้อมูล : dw.com

ที่มารูปภาพ : Reuters