
องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาในประเทศปาปัวนิวกินี อาจละลายจนหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบแม้แต่พื้นที่ที่เคยมีน้ำแข็งปกคลุมมานานหลายพันปี
ธารน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของปาปัวนิวกินี และถือเป็นธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม จากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่น้ำแข็งหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอาจละลายหมดภายในปีนี้ หรือในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากแนวโน้มอุณหภูมิยังคงเป็นเช่นเดิม
การสูญเสียธารน้ำแข็งแห่งนี้ไม่เพียงเป็นการสูญเสียภูมิประเทศทางธรรมชาติที่หายาก แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีตและส่งผลต่อระบบนิเวศทั่วโลก
สรุปข่าว
องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาในประเทศปาปัวนิวกินี อาจละลายจนหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน นับเป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบแม้แต่พื้นที่ที่เคยมีน้ำแข็งปกคลุมมานานหลายพันปี
ธารน้ำแข็งแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของปาปัวนิวกินี และถือเป็นธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม จากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่น้ำแข็งหดตัวลงอย่างรวดเร็ว จนผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอาจละลายหมดภายในปีนี้ หรือในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หากแนวโน้มอุณหภูมิยังคงเป็นเช่นเดิม
การสูญเสียธารน้ำแข็งแห่งนี้ไม่เพียงเป็นการสูญเสียภูมิประเทศทางธรรมชาติที่หายาก แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อน ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าในอดีตและส่งผลต่อระบบนิเวศทั่วโลก
รายงานของสหประชาชาติระบุว่า ภูมิภาคแปซิฟิกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความเป็นกรดของมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยและรุนแรงกว่าเดิม
ประเทศหมู่เกาะหลายแห่งในภูมิภาคต้องเผชิญกับการกัดเซาะชายฝั่ง น้ำทะเลรุกล้ำ และภัยคุกคามต่อแหล่งน้ำจืดและความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่ชุมชนชายฝั่งจำนวนมากกำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
สหประชาชาติย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบาง แม้จะเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่น้อย แต่กลับได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุด
ธารน้ำแข็งเขตร้อนแห่งสุดท้ายของแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้กำลังจะหายไปจากโลกภายในเวลาไม่นาน สะท้อนผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุกปี ขณะที่สหประชาชาติเตือนว่า หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ลดลง โลกจะเผชิญการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต
ที่มาข้อมูล : news.un.org
ที่มารูปภาพ : Reuters
