WMO ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 90% ที่เอลนีโญจะต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤศจิกายน
ส่วนทาง NOAA ของสหรัฐฯ ระบุว่ามีโอกาส 96% ที่จะต่อเนื่องถึงฤดูหนาวปี 2569-2570
สำนักพยากรณ์ภูมิอากาศนานาชาติ IRI คาดว่าโอกาสเกิดเอลนีโญในช่วงกลางปีสูงถึง 98% และมีแนวโน้มคงอยู่ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ การกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 กำลังสร้างความกังวลต่อภาคเกษตรกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องจากเอลนีโญมักส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้ำ
สรุปข่าว
WMO ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 90% ที่เอลนีโญจะต่อเนื่องไปถึงเดือนพฤศจิกายน
ส่วนทาง NOAA ของสหรัฐฯ ระบุว่ามีโอกาส 96% ที่จะต่อเนื่องถึงฤดูหนาวปี 2569-2570
สำนักพยากรณ์ภูมิอากาศนานาชาติ IRI คาดว่าโอกาสเกิดเอลนีโญในช่วงกลางปีสูงถึง 98% และมีแนวโน้มคงอยู่ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ การกลับมาของปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 กำลังสร้างความกังวลต่อภาคเกษตรกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เนื่องจากเอลนีโญมักส่งผลให้ปริมาณฝนลดลงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งและภาวะขาดแคลนน้ำ
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติอาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าว อ้อย และพืชเศรษฐกิจสำคัญอื่น ๆ นอกจากนี้ สภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งยังเอื้อต่อการเกิดไฟป่าและปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ สุขภาพประชาชน และระบบนิเวศในหลายประเทศของภูมิภาคอีกด้วย
มีข้อมูลจากอินโดนีเซียพบว่า เมืองซีเรบอน จังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซีย กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากภาวะแห้งแล้งที่เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องปรับตัวรับมือกับปริมาณน้ำที่ลดลง อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ของโลก โดยประชาชนหลายล้านคนพึ่งพาข้าวเป็นอาหารหลักมาอย่างยาวนาน การเพาะปลูกจึงอาศัยความสม่ำเสมอของฤดูกาลและปริมาณฝนเป็นสำคัญ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้วงจรการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวเริ่มคาดการณ์ได้ยากขึ้น การมาถึงของปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมักทำให้หลายพื้นที่ของหมู่เกาะอินโดนีเซียมีฝนตกน้อยกว่าปกติ กำลังก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนน้ำ
เตกูห์ บาซูกี เกษตรกรวัย 51 ปี เปิดเผยว่า การทำนายังคงเป็นอาชีพหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากการสูบน้ำบาดาลเพื่อชดเชยน้ำชลประทานที่ไม่เพียงพอ โดยเขาระบุว่า การปล่อยให้พื้นที่เพาะปลูกรกร้างเท่ากับสูญเสียแหล่งรายได้เพียงช่องทางเดียวของครอบครัว ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรเมืองซีเรบอนสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันที่กำลังเพิ่มขึ้น แม้ในปี 2568 พื้นที่จะมีผลผลิตข้าวส่วนเกินมากกว่า 90,000 ตัน แต่ตัวเลขในปี 2569 เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่น่ากังวล โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 ผลผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 89,633 ตัน ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 91,724 ตัน ส่งผลให้เกิดภาวะขาดดุลประมาณ 2,091 ตัน แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังไม่สูงมากนัก แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ เมื่อรอบการเพาะปลูกถูกรบกวนหรือแหล่งน้ำมีไม่เพียงพอ ผลผลิตสามารถลดลงได้อย่างรวดเร็วสถานการณ์ในอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญ
เมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเกษตรกรรม ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้ของเกษตรกร ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดตลอดปี 2569 นี้
- ทำไม “เอเชีย” ถึงร้อนผิดปกติ ดัชนีความร้อนพุ่ง 58 องศาฯ เปิด 5 ปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิพุ่ง
- เอลนีโญไม่ได้แปลว่า "ฝนหาย" ทำไมยิ่งตกยิ่งหนัก?
- “สุสานหอย” โผล่กลางน้ำ เขื่อนมูลบนน้ำลดต่อเนื่อง ระดับน้ำใกล้แตะจุดวิกฤต
- “เอลนีโญ” ปัจจัยเสี่ยง ที่เศรษฐกิจไทย ต้องรับมือปี 2569
- โรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวังในยุคเอลนีโญ เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน เชื้อโรคก็ปรับตัว
TNNThailand