เอลนีโญไม่ได้แปลว่า "ฝนหาย" ทำไมยิ่งตกยิ่งหนัก?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เอลนีโญไม่ได้แปลว่า "ฝนหาย" ทำไมยิ่งตกยิ่งหนัก?

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไม "เอลนีโญ" ยังทำให้ฝนตกหนักและลมแรง? เปิดเหตุผลที่หลายคนเข้าใจผิด

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งมักทำให้ฝนลดลงและเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง แล้วเหตุใดในช่วงนี้กลับยังเกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่

คำตอบคือ เอลนีโญไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตก แต่เป็นการทำให้ "ปริมาณฝนโดยรวมของทั้งปีลดลง" ขณะที่ในระยะสั้นยังสามารถเกิดฝนตกหนักหรือสภาพอากาศสุดขั้วได้ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

สรุปข่าว

“ดร.สนธิ” เผยแม้ประเทศไทยอยู่ในภาวะ “เอลนีโญ” แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝน เพราะเอลนีโญทำให้ปริมาณฝนทั้งปีลดลง ไม่ได้หยุดการเกิดฝนในระยะสั้น ภาวะโลกร้อนร่วมกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะจุด ลมกระโชกแรง และปรากฏการณ์ "ระเบิดฝน" (Rain Bomb) ได้บ่อยขึ้น กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนช่วง 28 มิ.ย. – 3 ก.ค. 2569 หลายพื้นที่ของไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและอาจตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไม "เอลนีโญ" ยังทำให้ฝนตกหนักและลมแรง? เปิดเหตุผลที่หลายคนเข้าใจผิด

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งมักทำให้ฝนลดลงและเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง แล้วเหตุใดในช่วงนี้กลับยังเกิดฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และพายุฝนฟ้าคะนองในหลายพื้นที่

คำตอบคือ เอลนีโญไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตก แต่เป็นการทำให้ "ปริมาณฝนโดยรวมของทั้งปีลดลง" ขณะที่ในระยะสั้นยังสามารถเกิดฝนตกหนักหรือสภาพอากาศสุดขั้วได้ โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้

อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากทั้งภาวะโลกร้อนและเอลนีโญ ทำให้พื้นดินสะสมความร้อนมากกว่าปกติ เมื่อกระแสลมพาความชื้นจากทะเลเข้ามาปะทะกับมวลอากาศร้อน จึงเกิดความไม่เสถียรในชั้นบรรยากาศอย่างรุนแรง ส่งผลให้เมฆฝนก่อตัวในแนวตั้งอย่างรวดเร็ว กลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่มีฝนตกหนักในพื้นที่จำกัด พร้อมลมกระโชกแรงและฟ้าผ่า

ภายในเมฆฝนขนาดใหญ่ มวลอากาศเย็นจะพุ่งตัวลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนกระจายออกด้านข้างเมื่อกระทบพื้นดิน เกิดเป็นลมกระโชกแรงหรือ Downburst ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายให้บ้านเรือน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้างได้ แม้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

ลักษณะฝนในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากฝนตกกระจายทั่วพื้นที่ มาเป็นฝนที่ตกหนักเฉพาะจุดหรือ "ฝนกระจุกตัว" ทำให้บางพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงอาจแทบไม่มีฝนตกเลย ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากขึ้นในยุคสภาพอากาศสุดขั้ว

แม้อยู่ในช่วงเอลนีโญ แต่ประเทศไทยยังอยู่ในฤดูฝน และยังได้รับอิทธิพลจาก มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดพาความชื้นจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้ามาปกคลุมประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายพื้นที่มีฝนตกชุก โดยเฉพาะบริเวณด้านรับลม รวมถึงทำให้ทะเลมีคลื่นลมแรง

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วง 28 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และหลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก จึงควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด

เอลนีโญไม่ได้แปลว่า "ไม่มีฝน" สิ่งที่ควรทำความเข้าใจคือ เอลนีโญส่งผลให้ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้งในระยะยาว แต่ในระยะสั้น ประเทศไทยยังสามารถเผชิญฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง หรือพายุฝนฟ้าคะนองได้ โดยเฉพาะเมื่อมรสุมและอากาศร้อนจัดจากภาวะโลกร้อนทำงานร่วมกัน จึงทำให้สภาพอากาศในปัจจุบันมีความผันผวนและคาดการณ์ได้ยากกว่าที่เคย

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters