ทำไม “เอเชีย” ถึงร้อนผิดปกติ ดัชนีความร้อนพุ่ง 58 องศาฯ เปิด 5 ปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิพุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทำไม “เอเชีย” ถึงร้อนผิดปกติ  ดัชนีความร้อนพุ่ง 58 องศาฯ เปิด 5 ปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิพุ่ง

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไมเอเชียถึงร้อนผิดปกติ? เปิด 5 ปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงในปี 2026

ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าปกติ โดยในเดือนมิถุนายน 2026 หลายประเทศทำสถิติอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ เอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียและบังกลาเทศ มีอุณหภูมิแตะ 46.9 องศาเซลเซียส ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยและมาเลเซีย มีอุณหภูมิสูงกว่า 42–43 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่

สรุปข่าว

“ดร.สนธิ” เตือน “เอเชีย” กำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในปี 2026 จากการทำงานร่วมกันของภาวะโลกเดือด (Global Warming) และซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงผิดปกติหลายประเทศ ปัจจัยเสริมอย่างโดมความร้อน (Heat Dome) กระแสลมกรดที่แปรปรวน และปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง ยิ่งทำให้ความร้อนสะสมและยาวนานขึ้น เมื่ออุณหภูมิสูงรวมกับความชื้น ดัชนีความร้อนในหลายพื้นที่พุ่งถึง 50–58 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างมาก

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับทำไมเอเชียถึงร้อนผิดปกติ? เปิด 5 ปัจจัยที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูงในปี 2026

ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญคลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าปกติ โดยในเดือนมิถุนายน 2026 หลายประเทศทำสถิติอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ เอเชียใต้ โดยเฉพาะอินเดียและบังกลาเทศ มีอุณหภูมิแตะ 46.9 องศาเซลเซียส ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยและมาเลเซีย มีอุณหภูมิสูงกว่า 42–43 องศาเซลเซียส ในหลายพื้นที่

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากสาเหตุเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของ ภาวะโลกเดือด (Global Warming) และ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) รวมถึงปัจจัยทางภูมิอากาศอีกหลายประการ

1. การกลับมาของ "ซูเปอร์เอลนีโญ"

ซูเปอร์เอลนีโญทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้มหาสมุทรคายพลังงานความร้อนจำนวนมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะเดียวกันลมค้าอ่อนกำลังลง ทำให้ฝนในเอเชียและอาเซียนลดลงประมาณ 30–40% พื้นดินแห้งแล้งและสะสมความร้อนต่อเนื่องเป็นเวลานาน

2. ปรากฏการณ์ "โดมความร้อน" (Heat Dome)

อีกปัจจัยสำคัญคือการเกิดระบบความกดอากาศสูงกำลังแรงที่เคลื่อนตัวช้า ปกคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง ทำหน้าที่เสมือนฝาชีขนาดยักษ์ กักเก็บอากาศร้อนเอาไว้ มวลอากาศถูกกดให้จมตัวลงและอัดแน่น จึงทำให้อุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และระบายความร้อนออกสู่บรรยากาศได้ยาก


3. กระแสลมกรดขั้วโลกแปรปรวน

การละลายของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกส่งผลให้กระแสลมกรด (Jet Stream) เปลี่ยนทิศทางและอ่อนกำลังลง ทำให้มวลอากาศร้อนและแห้งจากเขตทะเลทรายแผ่ปกคลุมเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้บ่อยขึ้น ส่งผลให้คลื่นความร้อนเกิดถี่และยาวนานกว่าเดิม

4. ดัชนีความร้อนพุ่งสูงจนอันตราย

แม้หลายพื้นที่จะเผชิญความแห้งแล้ง แต่ในบางช่วงมรสุมยังพัดพาความชื้นจากทะเลเข้ามา เมื่ออุณหภูมิสูงประกอบกับความชื้นสัมพัทธ์ ร่างกายจะระบายเหงื่อได้ยาก ทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) หรืออุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกจริง พุ่งสูงถึง 50–58 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต

5. เกาะความร้อนในเมืองใหญ่

มหานครขนาดใหญ่ของเอเชีย เช่น กรุงเทพมหานคร เดลี โตเกียว และโซล ต่างเผชิญปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) เนื่องจากอาคาร ถนน และพื้นคอนกรีตดูดซับความร้อนตลอดทั้งวัน ขณะที่การใช้เครื่องปรับอากาศจำนวนมากก็ปล่อยความร้อนออกสู่ภายนอก ทำให้อุณหภูมิในเขตเมืองสูงกว่าพื้นที่โดยรอบประมาณ 2–7 องศาเซลเซียส

ความร้อนปี 2026 ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คลื่นความร้อนในปี 2026 เป็นผลจากการซ้อนทับกันของภาวะโลกเดือด ซูเปอร์เอลนีโญ และการเปลี่ยนแปลงของระบบบรรยากาศโลก ทำให้หลายพื้นที่ของเอเชียเผชิญอุณหภูมิสูงผิดปกติ คลื่นความร้อนยาวนาน และสภาพอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นในอนาคต

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : NASA