โลกร้อนเร่งภัยพิบัติ เปิดความเชื่อมโยง ที่อาจทำ “แผ่นดินไหว” รุนแรงขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อนเร่งภัยพิบัติ เปิดความเชื่อมโยง ที่อาจทำ “แผ่นดินไหว” รุนแรงขึ้น

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับภาวะโลกที่ร้อนขึ้น ตัวเร่งปฏิกิริยาเพิ่มความรุนแรงของแผ่นดินไหวทั่วโลก

 

รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ประจำปี 2026 ระบุว่า มีโอกาสสูงถึง 91% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะพุ่งทะลุเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกให้มีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดแผ่นดินไหวแบบดั้งเดิมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก แต่ผลกระทบจากภูมิอากาศที่แปรปรวนกำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และเพิ่มความรุนแรงของภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026

 

สรุปข่าว

ดร.สนธิ คชวัฒน์ เผย รายงาน WMO ปี 2026 ระบุว่า โลกมีโอกาสสูงถึง 91% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติที่รุนแรงและซับซ้อนขึ้น แม้ Climate Change จะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของแผ่นดินไหว แต่กำลังเป็นตัวเร่งที่เพิ่มความรุนแรงของภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งการละลายของธารน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของชั้นดิน ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ผลกระทบจากแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้น

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับภาวะโลกที่ร้อนขึ้น ตัวเร่งปฏิกิริยาเพิ่มความรุนแรงของแผ่นดินไหวทั่วโลก

 

รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ประจำปี 2026 ระบุว่า มีโอกาสสูงถึง 91% ที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะพุ่งทะลุเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกให้มีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จะไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดแผ่นดินไหวแบบดั้งเดิมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก แต่ผลกระทบจากภูมิอากาศที่แปรปรวนกำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และเพิ่มความรุนแรงของภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026

 

ความเชื่อมโยงระหว่าง Climate Change และแผ่นดินไหว แม้ว่าแผ่นดินไหวจะเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาใต้พื้นผิวโลก แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นส่งผลกระทบทางอ้อมในหลายด้าน

 

ประการแรก คือ การละลายของธารน้ำแข็งมวลมหาศาล ผลวิจัยจาก Swiss Seismological Service (SED) ชี้ว่า การละลายของธารน้ำแข็ง เช่น บริเวณเทือกเขาแอลป์และมงบล็อง ช่วยลดน้ำหนักมหาศาลที่เคยกดทับเปลือกโลกออกไป เมื่อมีความกดทับลดลง แผ่นเปลือกโลกจึงดีดตัวกลับ และปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของแผ่นดินไหวในระดับท้องถิ่นที่ถี่ขึ้น

 

อีกปัจจัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงของความดันอุทกสถิต (Hydrostatic Pressure) โดยนักวิทยาศาสตร์จาก GFZ German Research Centre for Geosciences ระบุว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ประกอบกับพายุรุนแรงที่เกิดบ่อยครั้งขึ้นจากภาวะโลกร้อน ได้เพิ่มแรงดันน้ำใต้ดิน และกระตุ้นให้วงจรแผ่นดินไหวในพื้นที่ชายฝั่งทะเลเกิดการเปลี่ยนแปลง

 

นอกจากนี้ ปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่แปรปรวนยังส่งผลต่อคุณลักษณะของดินชั้นตื้น (Upper Soil Layers) ทำให้ความเร็วคลื่นเฉือน (Shear Wave Velocity) ลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นเมื่อเดินทางมาถึงผิวดิน

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : Reuters