ทาคาอิจิ เรียกร้อง UN ลบสถานะ “รัฐศัตรู” ที่ญี่ปุ่นได้รับในช่วงสงครามโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ทาคาอิจิ เรียกร้อง UN ลบสถานะ “รัฐศัตรู”  ที่ญี่ปุ่นได้รับในช่วงสงครามโลก

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ใช้โอกาสกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA เป็นครั้งแรกของเธอเมื่อวานนี้ (22 กันยายน) ด้วยการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติครั้งใหญ่ รวมถึงการ “ยกเลิก” ข้อกำหนดที่มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1940 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ระบุถึงญี่ปุ่นในฐานะ “รัฐศัตรู” พร้อมทั้งย้ำว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รักสันติ


ทาคาอิจิ ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นต่อระบบพหุภาคี พร้อมกล่าวว่าสหประชาชาติไม่เคยมีความสำคัญมากเท่านี้มาก่อน แม้จะมีความกังขาเพิ่มขึ้นถึงความสามารถขององค์กรในการป้องกันความขัดแย้งก็ตาม ทาคาอิจิกล่าวอีกว่าหากสหประชาชาติต้องการทำหน้าที่ส่งเสริมสันติภาพต่อไป องค์กรแห่งนี้ “ต้องเกิดใหม่” เป็นสหประชาชาติที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นและต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยสุนทรพจน์ของทาคาอิจิมีขึ้นในฐานะที่ครบรอบ 70 ปี ที่ญี่ปุ่นเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 1956  ด้วย


แนวทางที่ทาคาอิจิเสนอต่อสหประชาชาติ คือการให้ทบทวนกฎบัตรสหประชาชาติและยกเลิกสิ่งที่เรียกว่า “ข้อกำหนดรัฐศัตรู” ต่อญี่ปุ่น โดยข้อกำหนดนี้หมายถึงประเทศที่ทำสงครามกับประเทศผู้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลี ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังคงมีถ้อยคำบางส่วยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการและการจัดการดินแดนอันเป็นผลจากสงครามปรากฏอยู่ในข้อกำหนดนี้ด้วย 


หากย้อนไปในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 1995 เคยมีมติให้มีการยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวเนื่องจากมีความล้าสมัยมากแล้วแต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด จนกระทั่งในการประชุม World Summit เมื่อปี 2005 บรรดาผู้นำจากหลากหลายประเทศก็มีมติเห็นชอบร่วมกันให้ลบข้อความอ้างถึง “รัฐศัตรู” ออกจากกฎบัตรของสหประชาชาติ แต่กระบวนการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากขั้นตอนการแก้ไขกฎบัตรสหประชาชาติมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน

สรุปข่าว

ทาคาอิจิ กล่าวสุนทรพจน์เวที UNGA ครั้งแรกเรียกร้องสหประชาชาติลบสถานะ “รัฐศัตรู” ของญี่ปุ่นในยุคสงคราม พร้อมย้ำว่าญี่ปุ่นรักสันติ

นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ใช้โอกาสกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือ UNGA เป็นครั้งแรกของเธอเมื่อวานนี้ (22 กันยายน) ด้วยการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสหประชาชาติครั้งใหญ่ รวมถึงการ “ยกเลิก” ข้อกำหนดที่มีมาตั้งแต่ช่วงปี 1940 ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ระบุถึงญี่ปุ่นในฐานะ “รัฐศัตรู” พร้อมทั้งย้ำว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รักสันติ


ทาคาอิจิ ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของญี่ปุ่นต่อระบบพหุภาคี พร้อมกล่าวว่าสหประชาชาติไม่เคยมีความสำคัญมากเท่านี้มาก่อน แม้จะมีความกังขาเพิ่มขึ้นถึงความสามารถขององค์กรในการป้องกันความขัดแย้งก็ตาม ทาคาอิจิกล่าวอีกว่าหากสหประชาชาติต้องการทำหน้าที่ส่งเสริมสันติภาพต่อไป องค์กรแห่งนี้ “ต้องเกิดใหม่” เป็นสหประชาชาติที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นและต้องฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาคมระหว่างประเทศ โดยสุนทรพจน์ของทาคาอิจิมีขึ้นในฐานะที่ครบรอบ 70 ปี ที่ญี่ปุ่นเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 1956  ด้วย


แนวทางที่ทาคาอิจิเสนอต่อสหประชาชาติ คือการให้ทบทวนกฎบัตรสหประชาชาติและยกเลิกสิ่งที่เรียกว่า “ข้อกำหนดรัฐศัตรู” ต่อญี่ปุ่น โดยข้อกำหนดนี้หมายถึงประเทศที่ทำสงครามกับประเทศผู้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลี ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังคงมีถ้อยคำบางส่วยที่เกี่ยวข้องกับมาตรการและการจัดการดินแดนอันเป็นผลจากสงครามปรากฏอยู่ในข้อกำหนดนี้ด้วย 


หากย้อนไปในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี 1995 เคยมีมติให้มีการยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวเนื่องจากมีความล้าสมัยมากแล้วแต่ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด จนกระทั่งในการประชุม World Summit เมื่อปี 2005 บรรดาผู้นำจากหลากหลายประเทศก็มีมติเห็นชอบร่วมกันให้ลบข้อความอ้างถึง “รัฐศัตรู” ออกจากกฎบัตรของสหประชาชาติ แต่กระบวนการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากขั้นตอนการแก้ไขกฎบัตรสหประชาชาติมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน

-ทำไมถึงยากและนาน ?

การผลักดันให้ยกเลิกเป็นเรื่องยาก เนื่องจากต้องได้รับการสนับสนุนจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งสมาชิกถาวรทั้ง 5 ประเทศ รวมถึงรัสเซียและจีน มีสิทธิ์วีโตมาตรการใด ๆ ได้ ขณะที่บางฝ่ายกังวลว่าหากเปิดทางให้แก้ไขถ้อยคำดังกล่าวก็อาจนำไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่น เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งอาจลดทอนอิทธิพลของสมาชิกถาวร


สำหรับญี่ปุ่นเคยออกมาปฏิเสธการตีความจากกฎบัตรสหประชาชาติดังกล่าวโดยระบุว่าข้อกำหนดนี้ล้าสมัยและนโยบายความมั่นคงของญี่ปุ่นในปัจจุบันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหลังสงครามที่ยึดแนวทางสันติและเน้นการป้องกันประเทศ

-จีนชูประเด็นนี้ต่อญี่ปุ่น 

ประเด็นนี้กลับมามีความสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง ท่ามกลางความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนที่เริ่มถดถอยลงในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายจีนยืนยันว่าข้อกำหนดดังกล่าวยังมีผลผูกพันทางกฎหมายและเป็นกลไกคุ้มครองระเบียบโลกหลังสงคราม ขณะเดียวกันจีนเคยออกมากล่าวว่ารัฐบาลของทาคาอิจิกำลังพยายามเดินหน้าการเสริมกำลังทางทหาร


ย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทาคาอิจิกล่าวว่าญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงทางทหาร หากจีนโจมตีไต้หวัน นับแต่นั้นจีนก็เคยออกมากล่าวว่าญี่ปุ่นว่ากำลังรื้อฟื้นลัทธิทหารนิยมในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตจีนในญี่ปุ่นระบุว่าข้อกำหนดเรื่อง “รัฐศัตรู” เปิดทางให้ใช้กำลังกับอดีตประเทศฝ่ายอักษะได้ หากประเทศเหล่านั้นใช้นโยบายรุกราน


เช่นเดียวกันรัสเซียก็เคยหยิบยกคำว่า “รัฐศัตรู” มาใช้ด้วยเช่นกัน โดยที่ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวว่า ญี่ปุ่นถูกระบุว่าเป็น “รัฐศัตรู” ในกฎบัตรสหประชาชาติ ในระหว่างที่ลาฟรอฟ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวและกำลังตอบคำถามเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น


อย่างไรก็ตาม ในการกล่าวสุนทรพจน์ของทาคาอิจิต่อที่ประชุม UNGA เธอยังเรียกร้องให้มีการการปฏิรูปคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ UNSC อย่าวเร่งด่วน รวมถึงเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนสมาชิกทั้งประเภทถาวรและไม่ถาวร เพื่อเพิ่มความชอบธรรมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ 


ในปัจจุบันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติมีสมาชิก 15 ประเทศ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรและมีสิทธิ์ใช้วีโตในการลงมติ ส่วนสมาชิกอีก 10 ประเทศมาจากการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี แต่ไม่มีสิทธิ์วีโต ซึ่งญี่ปุ่นเองก็พยายามผลักดันให้ตนเองได้รับที่นั่งสมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงมาเป็นหลายปี

ที่มาข้อมูล : The Japan Times

ที่มารูปภาพ : Reuters