กัมพูชาประกาศไม่ใช่ เซฟโซนของสแกมเมอร์แล้ว ต่างชาติมองยังจัดการไม่ได้หมด

Share on Line Share on Facebook Share on X
กัมพูชาประกาศไม่ใช่ เซฟโซนของสแกมเมอร์แล้ว ต่างชาติมองยังจัดการไม่ได้หมด

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ประกาศว่า กัมพูชาจะไม่เป็นแหล่งพักพิงของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ระหว่างที่เขาร่วมเปิดการประชุมระดับโลกว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ในวันนี้ (23 กันยายน) ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งมีผู้แทนจากกว่า 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และจีน เข้าร่วม โดยอ้างว่ารัฐบาลกัมพูชาต้องการแสดงให้เห็นถึงความพยายามปราบปรามอุตสาหกรรมแก๊งสแกมเมอร์ที่ทำให้คนทั่วโลกสูญเงินไปมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์


ฮุน มาเนต อ้างว่ากัมพูชาจะไม่ปล่อยให้ขบวนการอาชญากรรมบ่อนทำลายความก้าวหน้าของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชากว่า 17 ล้านคน พร้อมระบุว่า กัมพูชาสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์


ก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาเคยออกมาระบุว่า สามารถกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการแก๊งสแกมขนาดใหญ่ได้แล้ว แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวยังถูกตั้งข้อสงสัยจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ซึ่งมองว่าการบุกทลายศูนย์สแกมที่ผ่านมาอาจยังไม่สามารถจัดการกับบุคคลระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายได้


เดลฟีน ชองต์ซ ผู้แทนประจำภูมิภาคของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC กล่าวว่า การประชุมกว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ในครั้งนี้สะท้อนถึงการเปิดกว้างเพื่อความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น แต่เธอระบุด้วยว่า ยังมีสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องทำอีกมากทั้งในระดับประเทศและในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกวาดล้างกับอาชญากรรมประเภทนี้


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแก๊งหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งดำเนินการภายในศูนย์ปฏิบัติการต่าง ๆ ที่กักขังและบังคับเหยื่อจากการค้ามนุษย์ให้ทำงานหลอกลวงผู้อื่นด้วยวิธีต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้รักเพื่อโอนเงิน การปลอมตัวเป็นตำรวจ หรือกลโกงในรูปแบบอื่น


สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์สได้เดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่หลายแห่งที่รัฐบาลกัมพูชาสั่งปิด โดยหนึ่งในนั้นเคยรองรับคนงานมากถึง 20,000 คน นอกจากนี้ ยังได้ชมสิ่งของที่ตำรวจยึดได้ เช่น ตราสัญลักษณ์ปลอมของ FBI และตำรวจจีน ซึ่งถูกนำไปใช้ในขบวนการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ


อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า การบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์ของรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจัดการกับบุคคลที่มีความเชื่อมโยงทางการเมืองซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้การคุ้มครองเครือข่ายเหล่านี้อยู่ ขณะที่กลุ่มอาชญากรรมก็ปรับตัวด้วยการแยกศูนย์ปฏิบัติการออกเป็นหน่วยย่อยที่มีขนาดเล็กลง และย้ายฐานปฏิบัติการไปยังต่างประเทศ


ขณะที่ มู ซกฮัว นักการเมืองฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือของการปราบปรามจะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลกัมพูชาพร้อมที่จะสอบสวนข้อกล่าวหาที่มีมูลทั้งหมดหรือไม่ โดยไม่คำนึงถึงฐานะ อิทธิพล หรือตำแหน่งทางการของผู้ที่ถูกกล่าวหา

สรุปข่าว

ฮุน มาเนต ประกาศกัมพูชาไม่ใช่ “พื้นที่ปลอดภัย” ของแก๊งสแกมเมอร์อีกแล้ว หลังจากอ้างว่าได้ปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ทั้งหมด แม้ต่างชาติมองรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจัดการกับผู้มีอิทธิพลในแวดวงการเมืองที่คุ้มครองเครือข่ายเหล่านี้ได้อยู่

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ประกาศว่า กัมพูชาจะไม่เป็นแหล่งพักพิงของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ ระหว่างที่เขาร่วมเปิดการประชุมระดับโลกว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ในวันนี้ (23 กันยายน) ที่กรุงพนมเปญ ซึ่งมีผู้แทนจากกว่า 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และจีน เข้าร่วม โดยอ้างว่ารัฐบาลกัมพูชาต้องการแสดงให้เห็นถึงความพยายามปราบปรามอุตสาหกรรมแก๊งสแกมเมอร์ที่ทำให้คนทั่วโลกสูญเงินไปมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์


ฮุน มาเนต อ้างว่ากัมพูชาจะไม่ปล่อยให้ขบวนการอาชญากรรมบ่อนทำลายความก้าวหน้าของประเทศ และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกัมพูชากว่า 17 ล้านคน พร้อมระบุว่า กัมพูชาสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์


ก่อนหน้านี้ ทางการกัมพูชาเคยออกมาระบุว่า สามารถกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการแก๊งสแกมขนาดใหญ่ได้แล้ว แต่คำกล่าวอ้างดังกล่าวยังถูกตั้งข้อสงสัยจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ซึ่งมองว่าการบุกทลายศูนย์สแกมที่ผ่านมาอาจยังไม่สามารถจัดการกับบุคคลระดับสูงที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายได้


เดลฟีน ชองต์ซ ผู้แทนประจำภูมิภาคของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNODC กล่าวว่า การประชุมกว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ในครั้งนี้สะท้อนถึงการเปิดกว้างเพื่อความร่วมมือที่เพิ่มขึ้น แต่เธอระบุด้วยว่า ยังมีสิ่งที่สามารถทำได้และจำเป็นต้องทำอีกมากทั้งในระดับประเทศและในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อกวาดล้างกับอาชญากรรมประเภทนี้


ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมแก๊งหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งดำเนินการภายในศูนย์ปฏิบัติการต่าง ๆ ที่กักขังและบังคับเหยื่อจากการค้ามนุษย์ให้ทำงานหลอกลวงผู้อื่นด้วยวิธีต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการหลอกให้รักเพื่อโอนเงิน การปลอมตัวเป็นตำรวจ หรือกลโกงในรูปแบบอื่น


สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันจันทร์และวันอังคารที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์สได้เดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติการขนาดใหญ่หลายแห่งที่รัฐบาลกัมพูชาสั่งปิด โดยหนึ่งในนั้นเคยรองรับคนงานมากถึง 20,000 คน นอกจากนี้ ยังได้ชมสิ่งของที่ตำรวจยึดได้ เช่น ตราสัญลักษณ์ปลอมของ FBI และตำรวจจีน ซึ่งถูกนำไปใช้ในขบวนการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ


อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กล่าวว่า การบุกทลายศูนย์สแกมเมอร์ของรัฐบาลกัมพูชายังไม่สามารถจัดการกับบุคคลที่มีความเชื่อมโยงทางการเมืองซึ่งถูกกล่าวหาว่าให้การคุ้มครองเครือข่ายเหล่านี้อยู่ ขณะที่กลุ่มอาชญากรรมก็ปรับตัวด้วยการแยกศูนย์ปฏิบัติการออกเป็นหน่วยย่อยที่มีขนาดเล็กลง และย้ายฐานปฏิบัติการไปยังต่างประเทศ


ขณะที่ มู ซกฮัว นักการเมืองฝ่ายค้านที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือของการปราบปรามจะขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลกัมพูชาพร้อมที่จะสอบสวนข้อกล่าวหาที่มีมูลทั้งหมดหรือไม่ โดยไม่คำนึงถึงฐานะ อิทธิพล หรือตำแหน่งทางการของผู้ที่ถูกกล่าวหา

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters