เพนตากอนกดดัน เร่งผลิตอาวุธขั้นสูงสุด แม้ทรัมป์บอกอาวุธไม่หมด ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เพนตากอนกดดัน  เร่งผลิตอาวุธขั้นสูงสุด  แม้ทรัมป์บอกอาวุธไม่หมด ?

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เรียกร้องให้อุตสาหกรรมกลาโหมของประเทศเร่งการผลิตอาวุธเพื่อเติมเต็มคลังอาวุธและกระสุนที่ลดลง โดยเฉพาะอาวุธที่ถูกใช้ไปในสงครามกับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่และยังไม่สิ้นสุด

ด้าน ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กระทรวงกลาโหมกำลังเร่งจัดหาอาวุธและกระสุน พร้อมยืนยันว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการเพื่อเร่งกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมด้านกลาโหมอย่างมาก แต่ย้ำว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยซึ่งเริ่มต้นขึ้นก่อนสงครามที่ดำเนินมานาน 5 เดือน โดยที่พาร์เนลล์ ไม่ได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ กำลังจะหมด

ขณะที่  The Washington Post รายงานโดยอ้าง บันทึกข้อความของ สตีฟ ไฟน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงบรรดาผู้นำในอุตสาหกรรมกลาโหมตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้กำหนดกรอบเวลาไม่เกิน 21 วัน ให้บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่าง ๆ เสนอแผนเพื่อเร่งกำหนดการส่งมอบให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและจริงจังมากขึ้นรวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับขีดความสามารถที่สำคัญ

บันทึกดังกล่าวของรัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า วงจรการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่กินเวลาหลายปีเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จึงต้องเร่งตารางการดำเนินโครงการอย่างมากและขยายกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม บันทึกดังกล่าวมีขึ้นหลังการสู้รบกับอิหร่านในช่วงที่ผ่านมาทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธขั้นสูงจำนวนมากขึ้นซึ่งเดิมทีก็มีอยู่ในคลังลดลงอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าการขาดแคลนอาวุธทั้งเชิงรุกและเชิงรับอาจทำให้กองกำลังสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงมากขึ้น

จากที่มีการรายงาน การลดลงของคลังขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง Patriot และ THAAD อาจบีบให้กองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลางต้องเพิ่มความจำเป็นในการประหยัดการใช้ระบบป้องกันทางอากาศเหล่านี้ ซึ่งอาจรวมถึงกองกำลังสหรัฐฯ อาจต้องยิงขีปนาวุธสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านให้น้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็อาจเปิดช่องให้ขีปนาวุธบางส่วนของฝ่ายตรงข้ามจะสามารถทะลุผ่านระบบป้องกันเข้ามาได้

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยแสดงความไม่พอใจต่อรายงานข่าวเรื่องคลังอาวุธขาดแคลนมาโดยตลอดและเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเขายังคงปฏิเสธว่าสหรัฐฯ กำลังเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์จากปริมาณอาวุธที่มีอยู่ หลังสงครามดำเนินมาเป็นเวลา 5 เดือน

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ มีกระสุนและอาวุธจำนวนมหาศาล พร้อมระบุว่ากำลังมีการผลิตและจัดส่งอาวุธจำนวนมากมายังสหรัฐฯ ตามความต้องการและผู้รับเหมาด้านกลาโหมกำลังสร้างโรงงานและโรงงานผลิตจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ทั้งนี้ ศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศ หรือ CSIS เคยประเมินเมื่อเดือนที่แล้วว่า จำนวนขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 2,330 ลูกก่อนเกิดสงคราม เหลือ 1,030 ลูกเมื่อการหยุดยิงในเดือนเมษายนเริ่มมีผล และหลังการสู้รบระลอกล่าสุดคาดว่าคลังอาวุธเหลือเพียง 759-827 ลูก ลดลงอย่างน้อย 65% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

ส่วนขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD ลดลงจาก 452 ลูกก่อนสงคราม เหลือ 232-262 ลูกในช่วงเริ่มต้นของการหยุดยิงเดือนเมษายน ก่อนที่สหรัฐฯ จะสามารถเติมคลังกลับขึ้นมาได้บางส่วนเป็น 234-278 ลูก แต่จำนวนดังกล่าวยังคงน้อยกว่าระดับก่อนสงครามอย่างน้อย 38%

สรุปข่าว

เพนตากอนเร่งกดดันอุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ให้เพิ่มกำลังผลิตขั้นสูงสุด ท่ามกลางกระแสข่าวคลังอาวุธสหรัฐฯ ร่อยหรอ ในขณะที่สงครามกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน เรียกร้องให้อุตสาหกรรมกลาโหมของประเทศเร่งการผลิตอาวุธเพื่อเติมเต็มคลังอาวุธและกระสุนที่ลดลง โดยเฉพาะอาวุธที่ถูกใช้ไปในสงครามกับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่และยังไม่สิ้นสุด

ด้าน ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวกลาโหมสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กระทรวงกลาโหมกำลังเร่งจัดหาอาวุธและกระสุน พร้อมยืนยันว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการเพื่อเร่งกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมด้านกลาโหมอย่างมาก แต่ย้ำว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยซึ่งเริ่มต้นขึ้นก่อนสงครามที่ดำเนินมานาน 5 เดือน โดยที่พาร์เนลล์ ไม่ได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ กำลังจะหมด

ขณะที่  The Washington Post รายงานโดยอ้าง บันทึกข้อความของ สตีฟ ไฟน์เบิร์ก รัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงบรรดาผู้นำในอุตสาหกรรมกลาโหมตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้กำหนดกรอบเวลาไม่เกิน 21 วัน ให้บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศต่าง ๆ เสนอแผนเพื่อเร่งกำหนดการส่งมอบให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและจริงจังมากขึ้นรวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตสำหรับขีดความสามารถที่สำคัญ

บันทึกดังกล่าวของรัฐมนตรีช่วยกลาโหมสหรัฐฯ ระบุด้วยว่า วงจรการพัฒนายุทโธปกรณ์ที่กินเวลาหลายปีเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จึงต้องเร่งตารางการดำเนินโครงการอย่างมากและขยายกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม บันทึกดังกล่าวมีขึ้นหลังการสู้รบกับอิหร่านในช่วงที่ผ่านมาทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้ระบบสกัดกั้นขีปนาวุธขั้นสูงจำนวนมากขึ้นซึ่งเดิมทีก็มีอยู่ในคลังลดลงอยู่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญออกมาเตือนว่าการขาดแคลนอาวุธทั้งเชิงรุกและเชิงรับอาจทำให้กองกำลังสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงมากขึ้น

จากที่มีการรายงาน การลดลงของคลังขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง Patriot และ THAAD อาจบีบให้กองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลางต้องเพิ่มความจำเป็นในการประหยัดการใช้ระบบป้องกันทางอากาศเหล่านี้ ซึ่งอาจรวมถึงกองกำลังสหรัฐฯ อาจต้องยิงขีปนาวุธสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านให้น้อยลง แต่ขณะเดียวกันก็อาจเปิดช่องให้ขีปนาวุธบางส่วนของฝ่ายตรงข้ามจะสามารถทะลุผ่านระบบป้องกันเข้ามาได้

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เคยแสดงความไม่พอใจต่อรายงานข่าวเรื่องคลังอาวุธขาดแคลนมาโดยตลอดและเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเขายังคงปฏิเสธว่าสหรัฐฯ กำลังเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์จากปริมาณอาวุธที่มีอยู่ หลังสงครามดำเนินมาเป็นเวลา 5 เดือน

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่า สหรัฐฯ มีกระสุนและอาวุธจำนวนมหาศาล พร้อมระบุว่ากำลังมีการผลิตและจัดส่งอาวุธจำนวนมากมายังสหรัฐฯ ตามความต้องการและผู้รับเหมาด้านกลาโหมกำลังสร้างโรงงานและโรงงานผลิตจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ทั้งนี้ ศูนย์เพื่อการศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศ หรือ CSIS เคยประเมินเมื่อเดือนที่แล้วว่า จำนวนขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 2,330 ลูกก่อนเกิดสงคราม เหลือ 1,030 ลูกเมื่อการหยุดยิงในเดือนเมษายนเริ่มมีผล และหลังการสู้รบระลอกล่าสุดคาดว่าคลังอาวุธเหลือเพียง 759-827 ลูก ลดลงอย่างน้อย 65% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง

ส่วนขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD ลดลงจาก 452 ลูกก่อนสงคราม เหลือ 232-262 ลูกในช่วงเริ่มต้นของการหยุดยิงเดือนเมษายน ก่อนที่สหรัฐฯ จะสามารถเติมคลังกลับขึ้นมาได้บางส่วนเป็น 234-278 ลูก แต่จำนวนดังกล่าวยังคงน้อยกว่าระดับก่อนสงครามอย่างน้อย 38%

ที่มาข้อมูล : Aljazeera

ที่มารูปภาพ : Reuters