
อาคารทำเนียบเอกอัครราชทูตโปรตุเกสและฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เป็นสองอาคารทำเนียบทูตที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่หล่อเลี้ยงมหานครแห่งนี้มาช้านาน
อาคารสองหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นต่างชาติ ที่แทรกซึมอยู่ในสังคม วัฒนธรรมและพื้นที่มหานครแห่งนี้
ประวัติศาสตร์ทำเนียบทูตโปรตุเกส-ฝรั่งเศส
ผืนดินอันเป็นทำเนียบทูตโปรตุเกสในปัจจุบัน ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 2 ในปี 1820 ก่อนจะจัดตั้งเป็นสถานกงสุลโปรตุเกสในสยาม ในปี 1875 และเมื่อความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นก็มีการยะระดับเป็นสถานเอกอัครราชทูต
หากนับตั้งแต่ที่โปรตุเกสได้เริ่มมีการติดต่อกับสยาม กระชับความสัมพันธ์กันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ก็มีระยะเวลายาวนานถึง 515 ปีแล้ว นอกจากนี้โปรตุเกสยังเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เดินทางมาถึงสยามด้วย
สมัยก่อนทำเนียบทูตโปรตุเกสเคยเป็นศาลมาก่อน คือคนโปรตุเกสหรือคนต่างชาติสามารถมาขึ้นศาลที่นี่ได้ ไม่ต้องขึ้นศาลไทย ตามสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และด้านล่างของศาลก็เป็นห้องขังมาก่อน
ส่วนสำนักงานของสถานทูตในปัจจุบัน ก็เป็นโรงเก็บของมาก่อน จึงมีเพดานสูง
โดยรอบของสถานทูตยังมีโรงเรียนกุหลาบวิทยา โบสถ์กาลหว่าร์ โบสถ์พระแม่ลูกประคำ ที่ชาวโปรตุเกสเป็นคนก่อตั้ง ก่อนที่ชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์จะเข้ามารับช่วงดูแลต่อ นอกจากนี้ Warehouse 30 ในปัจจุบัน ที่อยู่ซอยเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ก็ยังเป็นอาคารโรงพิมพ์เก่า ซึ่งเคยมีแท่นพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ด้วย เรียกได้ว่าโซนตลาดน้อยนี้ เป็นพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
นอกจากนี้ความเป็นโปรตุเกสก้ยังแฝงอยู่ในภาษาและวัฒนธรรมไทยด้วย อย่างคว่า ศาลา ในภาษาโปรตุเกสก็มี แต่หมายถึงห้องนั่งเล่น หรืออย่างขนมทองต่าง ๆ อย่างฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ก็ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกสในการนำไข่แดงมาใส่ในขนมหวาน อย่างฝอยทอง ท่านทูตโปรตุเกสก็เล่าว่า ที่โปรตุเกสยังมีขนมแบบนี้อยู่ทำแบบเดียวกับที่ไทยเลย
อาคารทำเนียบทูตฝรั่งเศส มีมาตั้งแต่ฝรั่งเศสเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับสยามในขณะนั้น และปีนี้ก็ครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของไทย-ฝรั่งเศส แต่ถ้าเป็นการติดต่อระหว่างชาวฝรั่งเศสและชาวสยามครั้งแรกต้องย้อนไปถึง 340 ปีก่อนเลยทีเดียว
ในอดีตอาคารหลังนี้เป็นของศุลกากร และอาจเป็นที่เก็บสินค้าด้วย เพราะเพดานสูง ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสก็มาเช่า เพื่อตั้งเป็นสถานกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในปี 1856
ในสมัยนั้นบรรดาสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่แถบเจริญกรุงกันทั้งนั้น เพราะชาวต่างชาติล่องเรือมาจากแดนไกล มาถึงสยามจากทะเล เข้าแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อมากรุงเทพฯ ปัจจุบันเหลือเพียงสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส และฝรั่งเศสที่ยังอยู่ในพื้นที่นี้
ท่านทูตฝรั่งเศสเล่าว่า ในอดีตฝรั่งเศสก็เคยมีแนวคิดว่า จะย้ายสถานทูต ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะพื้นที่ตรงนี้อาจมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนัก มีเสียงดัง เสียงเรือ และบางทีมีกลิ่น และได้ไปซื้อที่ดินใหม่แล้วด้วย แต่ก็ไม่ได้ย้ายไป ซึ่งท่านทูตรู้สึกว่า ก็ตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ย้าย อยู่ริมน้ำแบบนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
นอกจากทำเนียบทูตที่เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมจากฝรั่งเศส ยังมีโรงเรียนอัสสัมชัญ โบสถ์อัสสัมชัญและโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ธนาคารและสถาบันการเงิน ที่ก่อตั้งโดยชาวฝรั่งเศสอีกด้วย ในอดีตโดยรอบสถานทูตฝรั่งเศส แทบจะเป็นย่านฝรั่งเศสไปเลย
สรุปข่าว
อาคารทำเนียบเอกอัครราชทูตโปรตุเกสและฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เป็นสองอาคารทำเนียบทูตที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่หล่อเลี้ยงมหานครแห่งนี้มาช้านาน
อาคารสองหลังนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นต่างชาติ ที่แทรกซึมอยู่ในสังคม วัฒนธรรมและพื้นที่มหานครแห่งนี้
ประวัติศาสตร์ทำเนียบทูตโปรตุเกส-ฝรั่งเศส
ผืนดินอันเป็นทำเนียบทูตโปรตุเกสในปัจจุบัน ได้รับพระราชทานมาจากรัชกาลที่ 2 ในปี 1820 ก่อนจะจัดตั้งเป็นสถานกงสุลโปรตุเกสในสยาม ในปี 1875 และเมื่อความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นก็มีการยะระดับเป็นสถานเอกอัครราชทูต
หากนับตั้งแต่ที่โปรตุเกสได้เริ่มมีการติดต่อกับสยาม กระชับความสัมพันธ์กันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ก็มีระยะเวลายาวนานถึง 515 ปีแล้ว นอกจากนี้โปรตุเกสยังเป็นชาติตะวันตกชาติแรกที่เดินทางมาถึงสยามด้วย
สมัยก่อนทำเนียบทูตโปรตุเกสเคยเป็นศาลมาก่อน คือคนโปรตุเกสหรือคนต่างชาติสามารถมาขึ้นศาลที่นี่ได้ ไม่ต้องขึ้นศาลไทย ตามสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และด้านล่างของศาลก็เป็นห้องขังมาก่อน
ส่วนสำนักงานของสถานทูตในปัจจุบัน ก็เป็นโรงเก็บของมาก่อน จึงมีเพดานสูง
โดยรอบของสถานทูตยังมีโรงเรียนกุหลาบวิทยา โบสถ์กาลหว่าร์ โบสถ์พระแม่ลูกประคำ ที่ชาวโปรตุเกสเป็นคนก่อตั้ง ก่อนที่ชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์จะเข้ามารับช่วงดูแลต่อ นอกจากนี้ Warehouse 30 ในปัจจุบัน ที่อยู่ซอยเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ก็ยังเป็นอาคารโรงพิมพ์เก่า ซึ่งเคยมีแท่นพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ด้วย เรียกได้ว่าโซนตลาดน้อยนี้ เป็นพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
นอกจากนี้ความเป็นโปรตุเกสก้ยังแฝงอยู่ในภาษาและวัฒนธรรมไทยด้วย อย่างคว่า ศาลา ในภาษาโปรตุเกสก็มี แต่หมายถึงห้องนั่งเล่น หรืออย่างขนมทองต่าง ๆ อย่างฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด ก็ได้รับอิทธิพลจากโปรตุเกสในการนำไข่แดงมาใส่ในขนมหวาน อย่างฝอยทอง ท่านทูตโปรตุเกสก็เล่าว่า ที่โปรตุเกสยังมีขนมแบบนี้อยู่ทำแบบเดียวกับที่ไทยเลย
อาคารทำเนียบทูตฝรั่งเศส มีมาตั้งแต่ฝรั่งเศสเริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับสยามในขณะนั้น และปีนี้ก็ครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตของไทย-ฝรั่งเศส แต่ถ้าเป็นการติดต่อระหว่างชาวฝรั่งเศสและชาวสยามครั้งแรกต้องย้อนไปถึง 340 ปีก่อนเลยทีเดียว
ในอดีตอาคารหลังนี้เป็นของศุลกากร และอาจเป็นที่เก็บสินค้าด้วย เพราะเพดานสูง ต่อมารัฐบาลฝรั่งเศสก็มาเช่า เพื่อตั้งเป็นสถานกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในปี 1856
ในสมัยนั้นบรรดาสถานทูตหรือสถานกงสุลต่างชาติ ตั้งอยู่ในพื้นที่แถบเจริญกรุงกันทั้งนั้น เพราะชาวต่างชาติล่องเรือมาจากแดนไกล มาถึงสยามจากทะเล เข้าแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อมากรุงเทพฯ ปัจจุบันเหลือเพียงสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส และฝรั่งเศสที่ยังอยู่ในพื้นที่นี้
ท่านทูตฝรั่งเศสเล่าว่า ในอดีตฝรั่งเศสก็เคยมีแนวคิดว่า จะย้ายสถานทูต ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะพื้นที่ตรงนี้อาจมีสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนัก มีเสียงดัง เสียงเรือ และบางทีมีกลิ่น และได้ไปซื้อที่ดินใหม่แล้วด้วย แต่ก็ไม่ได้ย้ายไป ซึ่งท่านทูตรู้สึกว่า ก็ตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่ย้าย อยู่ริมน้ำแบบนี้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
นอกจากทำเนียบทูตที่เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรมจากฝรั่งเศส ยังมีโรงเรียนอัสสัมชัญ โบสถ์อัสสัมชัญและโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ธนาคารและสถาบันการเงิน ที่ก่อตั้งโดยชาวฝรั่งเศสอีกด้วย ในอดีตโดยรอบสถานทูตฝรั่งเศส แทบจะเป็นย่านฝรั่งเศสไปเลย
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของทำเนียบทูต
คุณฮ่องเต้ เจ้าของเพจ Art of Hongtae เล่าว่า ทำเนียบทูตโปรตุเกสมีแปลนรูแสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาปั้นหยา มีหน้าจั่ว ตรงหน้าจั่วมีสัญลักษณ์เป็นตราของโปรตุเกส ที่พูดถึงการเดินเรือและการค้าอาวุธ เพราะในอดีตโปรตุเกสค้าอาวุธกับสยาม มีม้าเป็นรูปปั้นอยู่หน้าบ้าน ซึ่งเป็นตัวแทนของโปรตุเกส
อาคารหลังนี้มีสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียล คือการที่คนต่างชาตินำรูปแบบสถาปัตยกรรมจากตะวันตก มาใช้ในสยาม โดยปรับให้เข้ากับสภาพอากาศในไทย มีการทำระเบียง ทำหลังคาสูง ทำหน้าต่าง เพื่อให้บ้านหายใจได้ นอกจากนี้ยังมีบานเกล็ด ที่ทำให้เกิด indirect light ด้วย ซึ่งถือเป็นความฉลาดของสถาปนิกในยุคนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาลี
บ้านหลังนี้แม้จะมีการปรับใช้วัสดุในท้องถิ่นอย่างไม้ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเก็บลักษณ์เด่นของบ้านยุโรปไว้ อย่างบันไดขนาดใหญ่ ที่พาขึ้นไปชั้น 2 ของบ้าน ซึ่งถือเป็นแกนหลักของบ้าน ถูกล้อมรอบด้วยห้องต่าง ๆ และอายุของมันก็มากกว่า 200 ปีแล้ว ตามอายุของบ้านหลังนี้
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของเอกอัครราชทูตแต่ละคนคือการแต่งบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นการเปลี่ยนสีวอลเปเปอร์ การติดไฟเพิ่มความสว่าง หรือการเอาต้นไม้มาตกแต่งเพิ่มความร่มรื่น
ส่วนที่ทำเนียบทูตฝรั่งเศสอาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรม เล่าว่า เป็นสถาปัตยกรรมแบบบังกะโล ตกแต่งด้วยศิลปะแบบนีโอคลาสสิค และเรียกรวม ๆ ได้ว่า สถาปัตยกรรมแบบตะวันตกในสยาม
โดยสถาปัตยกรรมตะวันจกในสยาม จะเริ่มเข้ามาช่วงรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลที่ 5 หรือประมาณพ.ศ. 2411 ตรงกับค.ศ. 1868 ซึ่งตอนนั้นเป็นยุค Revival และมีการฟื้นฟูศิลปะแบบนีโอคลาสสิค อย่างที่โบสถ์นิเวศธรรมประวัติก็ใช่เหมือนกัน และสถาปนิกส่วนใหญ่ที่มาออกแบบอาคารในไทย มักเป็นชาวอิตาลี เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม บ้านมนังคศิลา ตำหนักพรรณราย และสถานีรถไฟหัวลำโพง
ที่อาคารทำเนียบทูตฝรั่งเศส จะมีการผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบวิคตอเรียนด้วย เช่น การตกแต่งด้วยตัวขนมปังขิง ซึ่งจะพบการตกแต่งแบบนี้ได้ที่อิตาลีและฝรั่งเศสด้วย แต่ที่อาคารแห่งนี้ก็มีการตกแต่งแบบไทยเช่นกัน จากที่เราเห้นลวดลายฉลุต่าง ๆ เรียกได้ว่า เป็นสไตล์ยุโรปที่ปรุงให้เข้ากับสยาม

นอกจากนี้ยังมีการทำประตูซุ้มโค้ง หรือ Arch ซึ่งเป็นเทคนิคการก่ออิฐแบบตะวันตก การตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็เป็นสไตล์ฝรั่งเศส และยุโรป

ทั้งนี้เราจะสังเกตได้ว่าอาคารทั้งสองแห่งหันหน้าออกทางแม่น้ำ และหันหลักให้ถนน นั่นเป็นเพราะในอดีตเราเดินทางสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ฉะนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาคือเส้นทางสัญจร คือหน้าบ้าน หน้าอาคารจึงหันออกทางแม่น้ำ และมีสวน รวมถึงเสาธงตั้งตระหง่านโดดเด่น
ความท้าทายที่ต้องเผชิญ
ประเทศไทยต่างจากยุโรปหลัก ๆ เลยคือเรื่องสภาพอากาศ ที่ไทยอากาศร้อน จึงต้องปรับรูปแบบบ้านให้กันแดดได้ด้วย และอีกประเด็นสำคัญคือเรื่องน้ำท่วม เนื่องจากอาคารทำเนียบทูตทั้งสองแห่งตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา ทำให้ต้องทำแนวกั้นสูง ป้องกันน้ำท่วมอาคาร เพราะหากอาคารถูกน้ำท่วม ปูนก้อาจเปื่อยได้ ฉะนั้นอาคารทั้งสองแห่งต้องมีการบำรุงรักษาอยู่เรื่อย ๆ เพราะต้องเจอทั้งแดด ทั้งฝนและน้ำท่วม
หนึ่งในการบำรุงรักษาที่ทำเนียบทูตโปรตุเกสใช้คือ เทคนิคแบบ Glass Box in Historic Structure เหมือนสร้างกล่องกระจกเข้าไปในอาคารเพื่อรักษาอาคารไว้ ขณะเดียวกันก็มีการใช้งานใหม่ ๆ เกิดขึ้นภายในอาคาร
อนาคตจะมีความร่วมมือกับไทยอย่างไรบ้าง ?
ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส อันยาวนานนี้ก็จะคงอยู่ต่อไป ด้วยการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างรัฐกับรัฐ การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การศึกษาและการส่งเสริมการท่องเที่ยว
โปรตุเกสส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่ามากถึง 50 ล้านยูโร และนำเข้าสินค้าจากไทยมูลค่าราว 200 ล้านยูโร และข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรปกับไทยจะช่วยอำนวยความสะดวกนักธุรกิจชาวโปรตุเกสได้มาก นอกจากนี้ก็มีบริษัทใหญ่ ๆ ในไทยถึง 4 บริษัทที่ไปลงทุนในโปรตุเกส
ส่วนฝรั่งเศส เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสครบ 170 ปี จะมีการจัดงานแสดงผ้าไทยที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส มีการประกวดภาพถ่ายสะท้อนความสัมพันธ์ของสองประเทศ มีการสัมมนาด้านการศึกษาระดับสุงของสองประเทศ
นอกจากนี้จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกินและการเมืองระหว่างสองรัฐบาลด้วย ปัจจุบันก็มีบริษัทฝรั่งเศสในไทยราว 300 บริษัท และมีพนักงานรวมราว 50,000 คน
