หน้าฝนของไทย อาจเป็นช่วงที่หลายคนหลบฝน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง นี่คือฤดูกาลท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของปี เพราะช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ผู้คนในภูมิภาคนี้เดินทางหนีอากาศร้อนจัด มาสัมผัสธรรมชาติและอากาศเย็นสบายของประเทศไทย
แม้สงครามในตะวันออกกลางจะทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สะดุดในช่วงครึ่งปีแรก แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว หลังสายการบินทยอยกลับมาเปิดเส้นทางบินและเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่รุนแรงเพิ่มเติม ปี 2569 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางประมาณ 600,000 คน แม้จะยังลดลงราว 25% จากปีก่อนที่มี 806,000 คน แต่ถือเป็นการฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบจากสงคราม
ข้อมูลล่าสุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 23 มิถุนายน พบว่า มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทย 193,800 คน ลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และมีศักยภาพด้านการใช้จ่ายสูง โดยช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. เป็นไฮซีซันของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. มีแผนอัดแคมเปญทางการตลาด และจัดกิจกรรม B2B ต่อเนื่องเพื่อเร่งและกระตุ้นตลาดให้เดินทางหนีร้อนมาเจอบรรยากาศร่มรื่นและเขียวสดใสของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายคาดหวัง เพราะตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เป็นไฮซีซันของตลาดนี้ และ ททท. เตรียมอัดกิจกรรมการตลาดและจับคู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งล่าสุด สายการบินฟลายดูไบ เปิดเส้นทางใหม่ ดูไบ-กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ให้บริการวันละ 1 เที่ยวบิน และจะเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน โดยเส้นทางใหม่นี้จะเพิ่มที่นั่งเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 10,000 ที่นั่งในช่วงหน้าร้อนของตะวันออกกลาง ช่วยรองรับความต้องการเดินทางที่กำลังกลับมา
ขณะเดียวกัน สายการบินเอมิเรตส์ ก็เพิ่มเที่ยวบินเส้นทางดูไบ-ภูเก็ต เป็นวันละ 3 เที่ยว ส่งผลให้ปัจจุบันมีเที่ยวบินสู่ภูเก็ตรวม 21 เที่ยวต่อสัปดาห์ รองรับนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่เพิ่มขึ้น
เหตุผลที่ไทยให้ความสำคัญกับตลาดนี้ เพราะเป็นนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูง โดยนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออีใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อคนต่อทริป พักในไทยเฉลี่ย 10-12 คืน นิยมเข้าพักโรงแรมระดับ 5 ดาว เดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ และกว่า 65% เป็นนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวไทยซ้ำ
ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังเปลี่ยนไป โดยให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการชอปปิงสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าไทยระดับพรีเมียมมากขึ้น
สรุปข่าว
หน้าฝนของไทย อาจเป็นช่วงที่หลายคนหลบฝน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง นี่คือฤดูกาลท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของปี เพราะช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เป็นช่วงที่ผู้คนในภูมิภาคนี้เดินทางหนีอากาศร้อนจัด มาสัมผัสธรรมชาติและอากาศเย็นสบายของประเทศไทย
แม้สงครามในตะวันออกกลางจะทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สะดุดในช่วงครึ่งปีแรก แต่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว หลังสายการบินทยอยกลับมาเปิดเส้นทางบินและเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ประเมินว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่รุนแรงเพิ่มเติม ปี 2569 ไทยจะมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางประมาณ 600,000 คน แม้จะยังลดลงราว 25% จากปีก่อนที่มี 806,000 คน แต่ถือเป็นการฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบจากสงคราม
ข้อมูลล่าสุดระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 23 มิถุนายน พบว่า มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าไทย 193,800 คน ลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางถือเป็นหนึ่งในตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และมีศักยภาพด้านการใช้จ่ายสูง โดยช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. เป็นไฮซีซันของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ซึ่ง ททท. มีแผนอัดแคมเปญทางการตลาด และจัดกิจกรรม B2B ต่อเนื่องเพื่อเร่งและกระตุ้นตลาดให้เดินทางหนีร้อนมาเจอบรรยากาศร่มรื่นและเขียวสดใสของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายคาดหวัง เพราะตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เป็นไฮซีซันของตลาดนี้ และ ททท. เตรียมอัดกิจกรรมการตลาดและจับคู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมา หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งล่าสุด สายการบินฟลายดูไบ เปิดเส้นทางใหม่ ดูไบ-กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ให้บริการวันละ 1 เที่ยวบิน และจะเพิ่มเป็นวันละ 2 เที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน โดยเส้นทางใหม่นี้จะเพิ่มที่นั่งเข้าสู่ประเทศไทยมากกว่า 10,000 ที่นั่งในช่วงหน้าร้อนของตะวันออกกลาง ช่วยรองรับความต้องการเดินทางที่กำลังกลับมา
ขณะเดียวกัน สายการบินเอมิเรตส์ ก็เพิ่มเที่ยวบินเส้นทางดูไบ-ภูเก็ต เป็นวันละ 3 เที่ยว ส่งผลให้ปัจจุบันมีเที่ยวบินสู่ภูเก็ตรวม 21 เที่ยวต่อสัปดาห์ รองรับนักท่องเที่ยวจากยุโรป ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่เพิ่มขึ้น
เหตุผลที่ไทยให้ความสำคัญกับตลาดนี้ เพราะเป็นนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายสูง โดยนักท่องเที่ยวจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออีใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 100,000 บาทต่อคนต่อทริป พักในไทยเฉลี่ย 10-12 คืน นิยมเข้าพักโรงแรมระดับ 5 ดาว เดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ และกว่า 65% เป็นนักท่องเที่ยวที่กลับมาเที่ยวไทยซ้ำ
ปัจจุบันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังเปลี่ยนไป โดยให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวแบบลักชัวรี การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการชอปปิงสินค้าแบรนด์เนมและสินค้าไทยระดับพรีเมียมมากขึ้น
เพื่อเร่งตลาด ททท. ยังเดินทางไปโรดโชว์ในงาน "Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026" ที่นครดูไบและกรุงอาบูดาบี พร้อมนำผู้ประกอบการไทยกว่า 40 ราย ไปเจรจาธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยวในตะวันออกกลาง ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 900 นัดหมายซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดการเดินทางสู่ประเทศไทยในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม
เนื่องจากเทรนด์ความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่การมองหาประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวระดับลักชัวรี (Luxury Travel), การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ (Health & Wellness / Medical Tourism) รวมถึง การชอปปิง สินค้าแบรนด์เนมและสินค้าไทยระดับพรีเมียม
แม้สงครามจะทำให้ตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอตัวในช่วงแรกของปี แต่การเพิ่มเที่ยวบิน การทำตลาดเชิงรุก และกำลังซื้อที่ยังแข็งแกร่งของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ทำให้ครึ่งปีหลังกลายเป็นโอกาสสำคัญของการท่องเที่ยวไทยในการดึงรายได้กลับเข้าสู่ประเทศอีกครั้ง
ไม่ใช่แค่ตลาดตะวันออกกลางเท่านั้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยกำลังเร่งทำตลาด แต่ฝั่งยุโรป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกล ก็กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังเช่นกัน
เหตุผลสำคัญคือ หลายประเทศในยุโรปกำลังเผชิญ "คลื่นความร้อน" รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายสิบปี หลายพื้นที่ในยุโรปตะวันตกและยุโรปใต้มีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างหนัก
ทั้งการปิดโรงเรียน ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก ถนนและรางรถไฟเสียหาย รวมถึงการจำกัดกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่บ้านเรือนจำนวนมากในยุโรปถูกออกแบบให้รองรับอากาศหนาว จึงไม่มีระบบปรับอากาศเพียงพอ ทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เสี่ยงต่อโรคลมแดดและภาวะขาดน้ำมากขึ้น สวนทางกับประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมชาติสีเขียว อากาศสดชื่น และบรรยากาศที่เหมาะกับการพักผ่อน
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. จึงสั่งการให้สำนักงานทั้ง 7 แห่งในยุโรป ได้แก่ ลอนดอน ปารีส แฟรงก์เฟิร์ต ปราก สตอกโฮล์ม มอสโก และโรม เร่งทำตลาดเชิงรุก ภายใต้แนวคิด "Blooming and Bright Amazing Thailand" ชวนชาวยุโรปมาสัมผัสเสน่ห์เมืองไทยในช่วงกรีนซีซัน โดยชูจุดขายว่า ช่วงฤดูฝนของไทยเป็นช่วงที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งราคาที่พักและการเดินทางที่เหมาะสม นักท่องเที่ยวไม่หนาแน่น และยังได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามแตกต่างจากฤดูกาลอื่น
ททท. ยังร่วมมือกับสายการบิน โรงแรม และบริษัทนำเที่ยว ทำแคมเปญประชาสัมพันธ์ต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนในช่วงเปลี่ยนฤดูกาล หรือ Shoulder Season โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้เห็นว่า ฤดูฝนของไทยเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวได้รับความคุ้มค่าสูงสุด ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวที่น้อยลง และโอกาสในการสัมผัสความงดงามของธรรมชาติไทยได้อย่างเต็มที่ ด้วยความพร้อมด้านการคมนาคมทางอากาศ และเครือข่ายเที่ยวบินตรงจากเมืองสำคัญทั่วภูมิภาคยุโรป ประเทศไทยจึงยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างหลากหลาย มาตรฐานการบริการที่เป็นสากล ความคุ้มค่าด้านค่าใช้จ่าย ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเป็น “Quality Destination” ที่มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ครบถ้วน มีคุณค่า และสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวชาวยุโรปได้อย่างโดดเด่นเหนือจุดหมายปลายทางอื่นๆ ทั่วโลก
ส่วนข้อมูลในช่วงวันที่ 1 มกราคม ถึง 20 มิถุนายน พบว่า มีนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้าไทยประมาณ 4 ล้านคน ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่นักท่องเที่ยวจากทวีปอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 780,000 คน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยแม้ทั้งสองตลาดจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทั้งการปิดสนามบินและการลดเที่ยวบิน แต่จำนวนผู้เดินทางยังทรงตัว สะท้อนว่าตลาดระยะไกลยังมีความแข็งแกร่ง ททท. จึงคาดว่า หากสถานการณ์โลกไม่รุนแรงเพิ่มเติม ตลอดปี 2569 ตลาดยุโรปและอเมริกาจะเติบโตได้อีก 2-3% หรือมีนักท่องเที่ยวรวมเกือบ 9.9 ล้านคน
ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม
ที่มารูปภาพ : CANVA
