ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยวัตถุและการแข่งขัน ยังมีอีกหลายคนที่ออกเดินทางตามหาบางสิ่งบางอย่างที่เงินทองหรือความสำเร็จทางโลกไม่เคยให้คำตอบได้ สิ่งนั้นคือ “ความสงบอันแท้จริง” และนี่คือเส้นทางของ พระราชวชิรญาณมุนี และพระสัมปันโน แห่งสำนักสงฆ์อานันทคีรี อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
พระราชวชิรญาณมุนี หรือ พระอาจารย์อจโล ภิกขุ มีนามเดิมว่า “เบร็ท เมลตัน แฮนเซน” ชายหนุ่มจากบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ในวัยเยาว์ท่านไม่ได้นับถือศาสนาใด และยังคงสับสนในเส้นทางข้างหน้า รู้เพียงหัวใจที่ร่ำร้องหาที่พึ่งอันมั่นคง

“ลึก ๆ เรามีความรู้สึกว่า… อยากมีที่พึ่ง อยากมีชีวิตที่มีความหมายที่ลึกซึ้ง”
นั่นคือความรู้สึกของพระอาจารย์อจโลในวัยรุ่น ท่านเริ่มสนใจการนั่งสมาธิตั้งแต่อายุ 14 ปี จากคำแนะนำของคนในร้านหนังสือที่ให้ลองนึกถึงแสงสีขาว ท่านเพียรทำสมาธิวิธีนั้นทุกวันก่อนไปโรงเรียนไม่เคยขาด แม้ว่าทางบ้านจะเปิดโอกาสให้เลือกศาสนาเองเมื่อเติบโตขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความจริงของชีวิตก็ยิ่งปรากฏชัดว่าความสำเร็จทางโลกไม่ใช่คำตอบ

“จริง ๆ อาตมาได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย… แต่ลึก ๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางสำหรับเรา เราพยายามแสวงความสุขที่จริง แต่ก็หาไม่ได้สักที เราอยากได้แนวทางสำหรับเรา ที่เราจะแบบมอบชีวิตได้ทำเต็มที่ด้วยความจริงใจ”
ท่านจึงเลือกทำงานทั่วไป ทั้งในโรงแรม ร้านอาหาร และร้านกาแฟ จนกระทั่งอายุ 21 ปี เพื่อนร่วมงานได้ชวนท่านไปเข้าคอร์สกรรมฐาน 10 วันของท่านอาจารย์ เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า การต้องนั่งนิ่งบนพื้นวันละ 10-12 ชั่วโมง กลายเป็นการต่อสู้ที่สาหัสที่สุดในชีวิตของชายหนุ่มชาวออสเตรเลียผู้คุ้นชินกับการนั่งโซฟา ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั้งหลัง เอว และเข่า จนใจอยากจะวิ่งหนี
“มันยังไม่ได้รู้สึกสงบ เพียงแต่เราอยากวิ่งหนีจากสถานที่ตรงนั้นอยู่ แต่ว่าเราก็มีความรู้สึกแบบเราตัดสินแล้วเราก็จะต้องทำจนวันสุดท้าย แต่ในวันที่ 8 ช่วงบ่าย มีช่วงนึงที่ความเจ็บปวดมันหายไปสนิท แล้วก็เรารู้สึกสงบเย็นอิ่มสบายแบบ มาไม่กี่วินาที ก็อาจจะประมาณ 20 วิ แต่ว่ามันเป็นความสุขมากที่สุดที่เราเคยรู้สึก… ตอนนั้นเองที่รู้ได้ว่า นี่แหล่ะ คือสิ่งที่แสวงหา”

สรุปข่าว
ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยวัตถุและการแข่งขัน ยังมีอีกหลายคนที่ออกเดินทางตามหาบางสิ่งบางอย่างที่เงินทองหรือความสำเร็จทางโลกไม่เคยให้คำตอบได้ สิ่งนั้นคือ “ความสงบอันแท้จริง” และนี่คือเส้นทางของ พระราชวชิรญาณมุนี และพระสัมปันโน แห่งสำนักสงฆ์อานันทคีรี อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์
พระราชวชิรญาณมุนี หรือ พระอาจารย์อจโล ภิกขุ มีนามเดิมว่า “เบร็ท เมลตัน แฮนเซน” ชายหนุ่มจากบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ในวัยเยาว์ท่านไม่ได้นับถือศาสนาใด และยังคงสับสนในเส้นทางข้างหน้า รู้เพียงหัวใจที่ร่ำร้องหาที่พึ่งอันมั่นคง

“ลึก ๆ เรามีความรู้สึกว่า… อยากมีที่พึ่ง อยากมีชีวิตที่มีความหมายที่ลึกซึ้ง”
นั่นคือความรู้สึกของพระอาจารย์อจโลในวัยรุ่น ท่านเริ่มสนใจการนั่งสมาธิตั้งแต่อายุ 14 ปี จากคำแนะนำของคนในร้านหนังสือที่ให้ลองนึกถึงแสงสีขาว ท่านเพียรทำสมาธิวิธีนั้นทุกวันก่อนไปโรงเรียนไม่เคยขาด แม้ว่าทางบ้านจะเปิดโอกาสให้เลือกศาสนาเองเมื่อเติบโตขึ้น แต่เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ความจริงของชีวิตก็ยิ่งปรากฏชัดว่าความสำเร็จทางโลกไม่ใช่คำตอบ

“จริง ๆ อาตมาได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย… แต่ลึก ๆ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ทางสำหรับเรา เราพยายามแสวงความสุขที่จริง แต่ก็หาไม่ได้สักที เราอยากได้แนวทางสำหรับเรา ที่เราจะแบบมอบชีวิตได้ทำเต็มที่ด้วยความจริงใจ”
ท่านจึงเลือกทำงานทั่วไป ทั้งในโรงแรม ร้านอาหาร และร้านกาแฟ จนกระทั่งอายุ 21 ปี เพื่อนร่วมงานได้ชวนท่านไปเข้าคอร์สกรรมฐาน 10 วันของท่านอาจารย์ เอส. เอ็น. โกเอ็นก้า การต้องนั่งนิ่งบนพื้นวันละ 10-12 ชั่วโมง กลายเป็นการต่อสู้ที่สาหัสที่สุดในชีวิตของชายหนุ่มชาวออสเตรเลียผู้คุ้นชินกับการนั่งโซฟา ความปวดร้าวแล่นพล่านไปทั้งหลัง เอว และเข่า จนใจอยากจะวิ่งหนี
“มันยังไม่ได้รู้สึกสงบ เพียงแต่เราอยากวิ่งหนีจากสถานที่ตรงนั้นอยู่ แต่ว่าเราก็มีความรู้สึกแบบเราตัดสินแล้วเราก็จะต้องทำจนวันสุดท้าย แต่ในวันที่ 8 ช่วงบ่าย มีช่วงนึงที่ความเจ็บปวดมันหายไปสนิท แล้วก็เรารู้สึกสงบเย็นอิ่มสบายแบบ มาไม่กี่วินาที ก็อาจจะประมาณ 20 วิ แต่ว่ามันเป็นความสุขมากที่สุดที่เราเคยรู้สึก… ตอนนั้นเองที่รู้ได้ว่า นี่แหล่ะ คือสิ่งที่แสวงหา”

จาก Backpacker สู่ข้อวัตรอันเข้มงวดของวัดป่า
พระอาจารย์อจโลเดินทางมาเมืองไทยครั้งแรกในฐานะนักท่องเที่ยวสะพายเป้ (Backpacker) เพื่อหาประสบการณ์ แต่โชคชะตาทางธรรมนำพาให้ท่านได้ยินเรื่องราวของ วัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี จากเพื่อนร่วมสำนักกรรมฐาน ท่านจึงตัดสินใจหันหน้าเข้าสู่โลกแห่งผ้าขาว ถือศีล 8 เพื่อทดลองใช้ชีวิต
การปฏิบัติตนในวัดป่าสายหลวงปู่ชาไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนหนุ่มอายุเพียง 22-23 ปี การต้องตื่นนอนตอนตี 3 ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว เดินเท้าเปล่าบิณฑบาต และนอนบนพื้นกระดานแข็ง ๆ ไม่มีฟูกหนา คือบททดสอบอันยิ่งใหญ่
“ถามว่าอยากเป็นพระมั้ย จริง ๆ แล้วตอนหนุ่ม ๆ จะใช้คำว่า ‘อยากเป็นพระ’ ก็ยังไม่ใช่… ประเด็นคือเราศรัทธาพระพุทธเจ้า ศรัทธาคำสอน ชอบนั่งสมาธิ แต่ถามว่าอยากตื่นตี 3 มั้ย อยากฉันมื้อเดียวมั้ย อยากเดินเท้าเปล่ามั้ย อยากนอนพื้นแบบไม่มีฟูกมั้ย ก็ไม่… จริง ๆ แล้วมีหลายวันที่อยากจะสึก แต่มีอาทิตย์ละ 2-3 วันที่เรารู้สึกว่ากายเบา ใจเบา จิตอิ่มเอิบ เหมือนสงบเย็น คิดว่าถ้าเรากลับไปที่ซิดนีย์ เราก็ไม่มีความสุขแบบนั้น ก็เลยเราก็ทนกับหลายวันที่เราอยากสึก”

พระสัมปันโน หนุ่มอเมริกัน ผู้สนใจคำสอนพระพุทธเจ้า
เส้นทางสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์นี้ แทบไม่ต่างอะไรกับ พระสัมปันโนภิกขุ พระภิกษุชาวอเมริกัน ผู้เคยไขว่คว้าหาความสุขที่แท้จริงท่ามกลางความเครียดในวัยเรียน จนกระทั่งได้พบกับแสงสว่างในพระพุทธศาสนา
“ตอนที่เราเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ก็เริ่มสนใจพุทธนิดหน่อย… รู้สึกถึงความสงบอะไรบางอย่าง ที่ตอนนั้นยังหาไม่เจอ ไม่เคยได้สัมผัส ยิ่งศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งศึกษายิ่งประทับใจ”
พระสัมปันโนเลือกเดินทางมาจำพรรษายังประเทศไทย เพราะตระหนักว่าสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของเมืองไทยเป็น ‘สัปปายะ’ หรือ ‘มีความเหมาะสม’ ที่ช่วยเกื้อหนุนต่อการเป็นนักบวชอย่างยิ่ง
“ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ หากเราอยากเป็นนักบวช คนทั่วไปเข้าใจว่าทำไมเราอยากเข้ามาปฏิบัติ ถ้าเราอยู่ที่อเมริกาก็ปฏิบัติได้เหมือนกัน แต่ว่าวัฒนธรรมที่นู่นไม่ค่อยได้เข้าใจศาสนาพุทธเท่าไหร่… แต่ถ้าเราเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรมที่เป็นพุทธ เรารู้สึกสบาย รู้สึกว่าได้กำลังใจเยอะ”
วัฒนธรรมที่แตกต่าง แต่ไม่เคยแปลกแยก
ภาพของพระภิกษุชาวต่างชาติ ผิวขาว รูปร่างสูงใหญ่ สวมจีวรสีแก่นขนุน เดินเท้าเปล่าไปตามถนนในหมู่บ้าน อาจเป็นภาพที่แปลกตาสำหรับชาวบ้านในอดีต ชาวบ้านบางคนเล่าย้อนความหลังด้วยความทึ่งว่า “ตอนแรกเห็นก็ประหลาดใจ ไม่เคยเห็นพระฝรั่ง แต่สิ่งที่ทำให้เปิดใจคือ เห็นท่านเดินบิณฑบาตตรงเวลา สวดมนต์ให้พรเป็นภาษาบาลี แม้ช่วงแรกจะไม่ชัด แต่ท่านก็พัฒนาจนชัดขึ้นเรื่อย ๆ” ชาวบ้านอีกคนเสริมด้วยความเลื่อมใสว่า “เวลาท่านเทศน์เป็นภาษาบาลี เหมือนพระสงฆ์ไทยเลย เป็นอะไรที่ทึ่งมาก เรื่องวัฒนธรรมท่านอาจจะไม่เต็มร้อย แต่อยู่ในเกณฑ์ 99.9% เพราะท่านเคร่งครัดมาก”


เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ความเป็นพระต่างชาติเคยต้องเผชิญกับคำดูหมิ่นหรืออุปสรรคทางวัฒนธรรมบ้างหรือไม่ พระอาจารย์อจโลยิ้มก่อนตอบด้วยความเมตตาว่า
“ไม่เคยครับ น่าจะเป็นเพราะว่าชื่อเสียงของหลวงปู่ชาค่อนข้างดี แล้วก็ลูกศิษย์ของท่านมีชื่อเสียงดี ส่วนมากคนไทยที่ศึกษาศาสนาพุทธ เห็นพระฝรั่งส่วนมากก็จะศรัทธาครับ เวลาเราไปในเมือง คนก็ยกมือไหวกันเยอะมาก”
เช่นเดียวกับพระสัมปันโนที่มองว่า ภาษาและขนบธรรมเนียมไม่ได้เป็นกำแพงขวางกั้นการเข้าถึงธรรม
“วัฒนธรรมไทยมีบางอย่างที่เราไม่ค่อยคุ้นชิน อาจมีปัญหาเรื่องภาษาบ้าง แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติ เพราะมาที่นี่ก็สัปปายะหลายอย่าง เป็นบรรยากาศที่ดีที่จะปฏิบัติ ที่จะศึกษาหลายอย่าง”
พระอาจารย์อจโลบอกว่า รู้สึกมาตลอดว่า เหมือนตนเองเกิดผิดที่ ประเทศไทย และโลกแห่งธรรมะ คือสถานที่ที่ท่านรู้สึกดี มากกว่าโลกเดิมที่จากมา
อีกทั้งการที่ท่านได้มาพบครูบาอาจารย์ที่ดีงามอย่าง หลวงพ่อชยสาโล และหลวงพ่อภาสโน ที่ประพฤติปฏิบัติงดงามเป็นแบบอย่าง ทำให้ความสงสัยในพระธรรมของท่านหมดสิ้นไป สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือการพิสูจน์ใจตนเองว่าจะทนต่อกิเลสได้หรือไม่
บทสรุปแห่งความสุขที่แท้จริง
ในท้ายที่สุด พระอาจารย์ทั้งสองรูปได้ค้นพบแล้วว่า “ความสงบ” ที่พวกท่านตามหามาครึ่งค่อนโลก ไม่ได้อยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยว สำนักปรัชญา หรือความสะดวกสบายทางวัตถุ แต่อยู่ที่การฝึกฝนจิตใจภายใต้กรอบแห่งศีล สมาธิ และปัญญา

จากเด็กหนุ่มผู้แสวงหาในวันนั้น สู่พระป่าผู้เคร่งครัดในวันนี้ เรื่องราวของพระอาจารย์อจโลและพระสัมปันโน เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใด ภาษาใด หรือเติบโตมาจากวัฒนธรรมแบบไหน หากดำเนินตามมรรคาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว “สัจธรรม” และ “ความสงบเย็น” ย่อมเป็นสิ่งสากลที่เปิดต้อนรับผู้เพียรปฏิบัติเสมือนกันหมดทุกคน
