“เวียดนาม” เศรษฐกิจโตมานาน ทำไม World Bank เพิ่งเลื่อนชั้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
“เวียดนาม” เศรษฐกิจโตมานาน ทำไม World Bank เพิ่งเลื่อนชั้น

เวียดนามสร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ หลังธนาคารโลกหรือ World Bank ประกาศยกระดับเวียดนามจาก “ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง” ขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา 


การปรับสถานะครั้งนี้สะท้อนผลสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เวียดนามดำเนินมาต่อเนื่องนานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่นโยบาย “โด่ยเมย” ซึ่งเปิดประเทศและเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตลาด 


แม้การยกระดับดังกล่าวจะถือเป็นก้าวสำคัญของเวียดนามในสายตานักลงทุนทั่วโลก แต่ธนาคารโลกย้ำว่า การเปลี่ยนสถานะครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศในทันที หากแต่เป็นเครื่องสะท้อนว่าเวียดนามกำลังยกระดับเศรษฐกิจ และยังจำเป็นต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างประเทศต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 


ทั้งนี้ ธนาคารโลกจะประกาศจัดกลุ่มรายได้ของประเทศสมาชิกทุกวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี โดยใช้ข้อมูล รายได้ประชาชาติต่อหัว (Gross National Income - GNI) ตามวิธีแบบ Atlas ที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเป็นวิธีคำนวณตามมาตรฐานสากลในการเปรียบเทียบระดับรายได้ของประเทศต่างๆ โดยประเทศต่างๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 


  • ประเทศรายได้ต่ำ 

  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง

  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง 

  • ประเทศรายได้สูง 

สรุปข่าว

เวียดนามขยับชั้นเศรษฐกิจ เมื่อธนาคารโลก หรือ World Bank ประกาศยกระดับเวียดนามจาก “ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง” ขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา การปรับสถานะครั้งนี้สะท้อนผลจากอะไร แล้วทำไมธนาคารโลกถึงเพิ่งปรับเลื่อนชั้นให้เวียดนาม ทั้งที่เศรษฐกิจโตมาหลายปีแล้ว

เวียดนามสร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ หลังธนาคารโลกหรือ World Bank ประกาศยกระดับเวียดนามจาก “ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง” ขึ้นเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง” อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา 


การปรับสถานะครั้งนี้สะท้อนผลสำเร็จของการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เวียดนามดำเนินมาต่อเนื่องนานกว่า 40 ปี นับตั้งแต่นโยบาย “โด่ยเมย” ซึ่งเปิดประเทศและเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยตลาด 


แม้การยกระดับดังกล่าวจะถือเป็นก้าวสำคัญของเวียดนามในสายตานักลงทุนทั่วโลก แต่ธนาคารโลกย้ำว่า การเปลี่ยนสถานะครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตของประชาชนจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศในทันที หากแต่เป็นเครื่องสะท้อนว่าเวียดนามกำลังยกระดับเศรษฐกิจ และยังจำเป็นต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างประเทศต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045 


ทั้งนี้ ธนาคารโลกจะประกาศจัดกลุ่มรายได้ของประเทศสมาชิกทุกวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี โดยใช้ข้อมูล รายได้ประชาชาติต่อหัว (Gross National Income - GNI) ตามวิธีแบบ Atlas ที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และเป็นวิธีคำนวณตามมาตรฐานสากลในการเปรียบเทียบระดับรายได้ของประเทศต่างๆ โดยประเทศต่างๆ จะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มได้แก่ 


  • ประเทศรายได้ต่ำ 

  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง

  • ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง 

  • ประเทศรายได้สูง 

จากข้อมูลปี 2025 เวียดนามมีรายได้ประชาชาติต่อหัวตามวิธี Atlas เพิ่มขึ้นเป็น 4,970 ดอลลาร์สหรัฐฯ จาก 4,490 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีก่อนหน้า สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 4,636 ดอลลารสหรัฐฯ ที่ธนาคารโลกกำหนดสำหรับการเข้าสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง 


ในปีนี้มีทั้งหมด 5 ประเทศที่ได้รับการปรับระดับ นอกจากเวียดนาม ยังมีฟิลิปปินส์ ศรีลังกา จอร์แดน ไมโครนีเซีย 


อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกระบุว่า การเปลี่ยนสถานะในครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 5.9% ในปี 2025 ขณะที่การเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนก็ช่วยสนับสนุนให้รายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้น 


อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เวียดนามได้รับการยกระดับ?


ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เวียดนามก้าวข้ามเกณฑ์ของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง คือการปรับปรุงประมาณการจำนวนประชากรของประเทศ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณรายได้ต่อหัว 


นอกจากนี้ ภาคการส่งออกยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจ โดยมูลค่าการส่งออกในช่วงปี 2024-2025 ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 15% ตอกย้ำบทบาทของเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางการส่งออกที่สำคัญของโลก พร้อมผลักดันรายได้ของประเทศให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 


สถานะใหม่มีความหมายอย่างไรต่อเวียดนาม?


การจัดกลุ่มรายได้ของธนาคารโลกถูกใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงโดยรัฐบาล สถาบันการเงินระหว่างประเทศ องค์กรพหุภาคี นักวิจัย ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ เพื่อประเมินระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ 


ถ้าถามถึงข้อเสียของการถูกปรับระดับนั้น รศ.ดร.ธนนันท์บุ่นวรรณา จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญเวียดนามศึกษา อธิบายว่า เวียดนามจะสูญเสียสิทธิ์การได้รับความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้ว เช่น เงินกู้เพื่อการพัฒนาประเทศดอกเบี้ยต่ำ หรือความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำ สิ่งนี้คือเงินทุนที่รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศมอบให้ประเทศกำลังพัฒนา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเงื่อนไขผ่อนปรนกว่าเงินกู้เชิงพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งมักเรียกกันว่า เงินกู้แบบผ่อนปรน (Concessional Loan/Soft Loan) เงินกู้ชนิดนี้ให้ดอกเบี้ยต่ำและถูกใช้สําหรับโครงสร้างพื้นฐานเป็นส่วนใหญ่ 


เมื่อเสียสิทธิ์ตรงนี้แล้ว รัฐบาลจะต้องปรับเปลี่ยนแหล่งเงินทุน เพื่อลดภาระของภาครัฐ (Transition Stress) โดยการหันไปพึ่งพิงทรัพยากรภายในประเทศ การจัดเก็บภาษี หรือ บางโครงการ จะต้องดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุน 


ดังนั้นแนวโน้มคือรัฐบาลจะต้องหาทางจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น หรือสร้างโครงการรัฐ+เอกชน คือ ผลักดันทำให้เกิดการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships - PPPs) กลไกนี้จะเป็นสิ่งที่รัฐและเอกชนทำสัญญาร่วมกันระยะยาว เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะ เช่น การสร้างทางด่วน โรงพยาบาล หรือโรงเรียน โดยเอกชนจะเป็นผู้ออกทุนและบริหารจัดการ รัฐจะช่วยสนับสนุนกฎหมายและอาจช่วยอุดหนุนบางส่วน 


ดังนั้นแนวโน้มการบริการสาธารณะที่รัฐเป็นฝ่ายออกเงินทุนให้ ในอนาคตจะมีแนวโน้มเป็นเปลี่ยนไปให้เอกชนทำมากขึ้น และนำไปสู่การปรับราคาค่าบริการสาธารณะให้สูงขึ้น ในขณะที่การบริการสาธารณะในปัจจุบัน รถเมล์ รถไฟ โรงเรียน โรงพยาบาล มีค่าบริการค่อนข้างต่ำ 


ส่วนในแง่ดีของการถูกปรับระดับนั้น  คือเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มศักดิ์ศรีของประเทศในเวทีโลก  การบรรลุเกณฑ์มาตรฐานนี้คือการส่งสัญญาณไปยังประเทศต่างๆ ว่า เศรษฐกิจของเวียดนามกําลังเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ช่วยดึงดูดนักลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการเงิน และเทคโนโลยี ค่าแรงงานที่มีแนวโน้มได้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งในเรื่องนี้เกี่ยวพันกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำประจำปี เพิ่มโปรไฟล์เครดิตทั้งภาครัฐบาลและบริษัทเอกชน อันดับเครดิตของรัฐบาลที่ดีขึ้นทําให้การระดมทุนทั่วโลกมีความเชื่อมั่นมากขึ้น 


เมื่อรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น นั่นหมายถึงชนชั้นกลางที่กําลังเติบโตขึ้น ความยากจนลดลง ความต้องการของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งในทุกๆด้าน ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคของตลาดในประเทศ รวมถึงการเงินการธนาคารที่เติบโตขึ้นตามขนาดของGDP ก่อให้เกิดความต้องการในการดูแลสุขภาพ ความต้องการปรับใช้เทคโนโลยีและบริการคุณภาพให้สูงขึ้น


อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกย้ำว่า การจัดกลุ่มรายได้วัดจากรายได้ประชาชาติต่อหัวเพียงตัวเดียว ไม่ได้สะท้อนคุณภาพการพัฒนาในด้านอื่น เช่น ประสิทธิภาพของแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพของสถาบัน หรือสวัสดิการสังคม ดังนั้น การได้รับสถานะใหม่จึงไม่ได้หมายความว่าเวียดนามก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือมีมาตรฐานครองชีพโดยทั่วไปเทียบเท่าประเทศรายได้สูงแล้ว 



นักเศรษฐศาสตร์เตือน “จุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่” 

แม้การได้รับการยกระดับเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง จะถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเวียดนาม แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า นี่อาจเป็นเพียง “จุดเริ่มต้นของความท้าทายครั้งใหม่” 

หวู ควง นักเศรษฐศาสตร์ระบุผ่านสำนักข่าวธุรกิจ Fortune ว่า เมื่อประเทศก้าวเข้าสู่กลุ่มรายได้ปานกลาวระดับสูงแล้ว การรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงจะยิ่งทำได้ยากขึ้น 

หลายประเทศที่เคยเติบโตอย่างรวดเร็วหลังหลุดพ้นจากความยากจน กลับเผชิญสิ่งที่เรียกว่า “กับดักรายได้ปานกลาง” (Middle Income Trap) – ภาวะดังกล่าวหมายถึงช่วงที่ประเทศเริ่มสูญเสียข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูก แต่ยังไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรืออุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้มากพอที่จะแข่งขันกับประเทศรายได้สูง ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว  

นอกจากนี้ การก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ยังหมายถึงการที่ประเทศจะค่อยๆ สูญเสียสิทธิในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการพัฒนาบางประเภทจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก

รู้จักกับดักรายได้ปานกลาง": Middle-Income Trap คืออะไร?


กับดักรายได้ปานกลางคือ ปรากฏการณ์ที่ประเทศกำลังพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็วจากการใช้แรงงานราคาถูกและอุตสาหกรรมขั้นพื้นฐาน จนขยับฐานะเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้สำเร็จ แต่กลับ "ติดหล่ม" ไม่สามารถพัฒนาข้ามไปสู่ประเทศรายได้สูงได้ เนื่องจากสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน เมื่อรายได้ประชากรเพิ่มขึ้นมาระดับหนึ่ง ประเทศยังขาดเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมขั้นสูง ทำให้สามารถทำได้เพียงเป็นโรงงานผลิตสินค้า เพื่อพัฒนาไประยะหนึ่ง อัตราการเติบโตจะลดลง เนื่องจากไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมต่อไปได้


รูเบน คาร์โล อาซุนซิออน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Union Bank of the Philippines ให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กว่า ยิ่งประเทศถูกจัดให้อยู่ในรายได้ที่สูงขึ้น ก็ยิ่งสะท้อนว่าประเทศนั้นควรพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ทั้งด้านทรัพยากรและฐานะการคลัง 


ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ธนาคารโลกกำลังพิจารณาแผนทยอยยุติการปล่อยกู้แก่จีนภายในปี 2031 หลังจากจีนยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง และการปล่อยกู้ให้จีนลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 


บทเรียนจากมาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย


แต่ทว่า การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางก็ไม่ใช่เรื่องง่าย… ตัวอย่าง เช่น 


  • มาเลเซีย อยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงมาแล้ว 37 ปี

  • ไทย อยู่ในกลุ่มนี้มาแล้ว 15 ปี

  • อินโดนีเซีย อยู่ในกลุ่มนี้มาแล้ว 6 ปี


หลังได้รับการยกระดับ ทั้งสามประเทศต่างมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยระยะยาวต่ำกว่า 5% ต่อปี ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่า เวียดนามและฟิลิปปินส์จะต้องเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ จากการเติบโตที่อาศัยแรงงานและปัจจัยการผลิต ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ นวัตกรรม และการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากต้องการก้าวสู่ประเทศรายได้สูง 


สำหรับเวียดนาม ความท้าทายสำคัญคือการใช้ประโยชน์จาก “การปฏิวิติ AI” ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงสถาบันครั้งใหญ่ เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงให้ได้ภายในปี 2045