สัญญาณบวก ส่งออกไทย "สรท." ปรับเพิ่มเป้า ปี 2569 โต 8-10% อิเล็กทรอนิกส์หนุนแรง

Share on Line Share on Facebook Share on X
สัญญาณบวก ส่งออกไทย "สรท." ปรับเพิ่มเป้า ปี 2569 โต 8-10% อิเล็กทรอนิกส์หนุนแรง

สรท. ปรับเพิ่มเป้า "ส่งออก" ปี 69 โต 8-10% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์ หนุนครึ่งปีแรกแรง จับตาภาษีสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์



สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่ประเมินไว้เพียง 2-5% หลังการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 17.1% จากแรงเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ โดยยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเศรษฐกิจโลก


นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่การส่งออกไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่ากรณีฐาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และประเทศคู่ค้าหลักยังรักษาระดับการนำเข้าไว้ได้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก


นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย ยังช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าระวางเรือ ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง


จับตาปัจจัยเสี่ยง ต้นทุนการผลิตสูง

 

อย่างไรก็ตาม สรท.ระบุว่า ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และพลังงาน ค่าไฟฟ้าที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผลกระทบจากภาวะ Super El Niño ที่อาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร




สรุปข่าว

สรท.ปรับเพิ่มเป้าส่งออกไทยปี 2569 เป็นโต 8-10% จากเดิม 2-5% หลังยอดส่งออก 5 เดือนแรกขยายตัว 17.1% จากแรงเร่งนำเข้าของประเทศคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีสหรัฐฯ พร้อมจับตาความเสี่ยงครึ่งปีหลังจากภาษีสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอรัฐลดต้นทุนพลังงานและหนุนการใช้วัตถุดิบในประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน

สรท. ปรับเพิ่มเป้า "ส่งออก" ปี 69 โต 8-10% รับอานิสงส์อิเล็กทรอนิกส์ หนุนครึ่งปีแรกแรง จับตาภาษีสหรัฐ-ภูมิรัฐศาสตร์



สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ปรับเพิ่มเป้าหมายการส่งออกไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่ประเมินไว้เพียง 2-5% หลังการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกของปีเติบโตสูงถึง 17.1% จากแรงเร่งนำเข้าสินค้า (Front-loading) ของประเทศคู่ค้าสำคัญก่อนมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ โดยยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเศรษฐกิจโลก


นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่การส่งออกไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้มากกว่ากรณีฐาน หากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ไม่รุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ และประเทศคู่ค้าหลักยังรักษาระดับการนำเข้าไว้ได้ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นตลาดนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก


นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลาย ยังช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงานและค่าระวางเรือ ส่งผลดีต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งของผู้ส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง


จับตาปัจจัยเสี่ยง ต้นทุนการผลิตสูง

 

อย่างไรก็ตาม สรท.ระบุว่า ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และพลังงาน ค่าไฟฟ้าที่ยังสูงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงผลกระทบจากภาวะ Super El Niño ที่อาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร




ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของอุปสงค์นำเข้าจากประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานและค่าระวางเรือ ความผันผวนของราคาพลังงานโลก รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่ส่งผลต่อค่าเงินและการเคลื่อนย้ายเงินทุน


นายธนากรกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาโมเมนตัมการส่งออก คือ ภาครัฐต้องไม่เพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การเร่งลดค่าไฟฟ้า และต้นทุนพลังงาน รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการส่งออกที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ


สนอให้รัฐบาลผลักดันการใช้ Local Content


พร้อมกันนี้ สรท.ยังเสนอให้รัฐบาลผลักดันการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และรองรับเกณฑ์ Regional Value Content (RVC) ของตลาดส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ รวมถึงใช้มาตรการทางการค้า เช่น มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (CVD) มาตรการปกป้องการนำเข้า (Safeguard) และการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม


สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า สรท.มองว่า ความต้องการเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็นจะยังเติบโตต่อเนื่อง จากคลื่นความร้อนในยุโรปและสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการส่งออกในช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องถึงปี 2570 แม้ผู้ประกอบการไทยยังต้องแข่งขันกับอินโดนีเซียและเวียดนามที่มีต้นทุนแรงงานและอัตราแลกเปลี่ยนได้เปรียบกว่า


ด้านต้นทุนวัตถุดิบ สรท.ระบุว่า ราคาปุ๋ย พลาสติก และเหล็กเริ่มปรับลดลงหลังสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ทำให้ต้นทุนการผลิตทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ราคาอลูมิเนียมยังอยู่ในระดับสูงจากผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค



นายธนากรกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เตรียมทำงานร่วมกับภาครัฐผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 เสาหลัก สอดคล้องกับข้อเสนอของธนาคารโลก และเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี


นอกจากนี้ กกร.จะร่วมกับธนาคารโลก ภาครัฐ และภาคเอกชน จัดงาน Affiliated Program IMF–World Bank Annual Meeting 2026 ก่อนการประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคม เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั่วโลก และนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นผลิตภาพ นวัตกรรม และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


สรท.ประเมินว่า หากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ไม่กลับมารุนแรง และภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้ตามข้อเสนอ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังรักษาการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ