IMF เตือนอาเซียนรับมือ พลังงานแพง-การค้าโลก-เอลนีโญ เร่งเสริมภูมิคุ้มกันความเสี่ยง

Share on Line Share on Facebook Share on X
IMF เตือนอาเซียนรับมือ พลังงานแพง-การค้าโลก-เอลนีโญ  เร่งเสริมภูมิคุ้มกันความเสี่ยง

นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ASEAN in a Changing Global Landscape” ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026  ถึงภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงในระยะสั้น เนื่องจากมีการบริโภคน้ำมันและก๊าซคิดเป็น 7% ของ GDP ในภูมิภาค


ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในอาเซียนแตกต่างกัน โดยบรูไนและมาเลเซียในฐานะผู้ส่งออกพลังงานอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าไทยและฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาการนำเข้า จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

สรุปข่าว

IMF เตือนภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงในระยะสั้น เนื่องจากมีการบริโภคน้ำมันและก๊าซคิดเป็น 7% ของ GDP ในภูมิภาค

นางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ASEAN in a Changing Global Landscape” ระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026  ถึงภูมิภาคอาเซียนที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงในระยะสั้น เนื่องจากมีการบริโภคน้ำมันและก๊าซคิดเป็น 7% ของ GDP ในภูมิภาค


ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานในอาเซียนแตกต่างกัน โดยบรูไนและมาเลเซียในฐานะผู้ส่งออกพลังงานอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าไทยและฟิลิปปินส์ซึ่งพึ่งพาการนำเข้า จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ อาเซียนยังเผชิญความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจเกิดขึ้น


ซึ่งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอเชียมีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกถึง 2 ใน 3 ขณะที่หลายประเทศสมาชิกอาเซียนได้กระจายแหล่งพลังงานและออกมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือน ช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวต่อความไม่แน่นอนจากภายนอกได้


อย่างไรก็ตาม หากวิกฤตเกิดขึ้นซ้ำและยืดเยื้อ อาจบั่นทอนกันชนทางการคลังและลดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือเหตุฉุกเฉิน จึงควรวางแผนงบประมาณระยะยาวเพื่อเตรียมพร้อมต่อความเสี่ยงในอนาคต 


นอกจากนี้ มองว่าวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทำให้อาเซียนจำเป็นต้องร่วมกันพัฒนายุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ผ่านการเชื่อมโยงระบบพลังงานในภูมิภาค เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ควบคู่กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน และเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศขยายการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ พลังน้ำ และพลังงานลม เพื่อขยายตลาดพลังงานในภูมิภาคให้มีขนาดใหญ่ขึ้น

ขณะเดียวกัน การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตระยะยาวของอาเซียน โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน ซึ่งจะช่วยรองรับต้นทุนที่สูงขึ้นในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 


รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการยกระดับตลาดทุนเพื่อสนับสนุนการระดมทุนของภาคเอกชน นำไปสู่การสร้างผลิตภาพใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรองรับสังคมสูงวัยในบางประเทศของอาเซียน


ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีวินัยของรัฐบาล ควบคู่กับการเพิ่มการลงทุน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของอาเซียนและเร่งการเติบโต แม้ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนมากขึ้น 


แต่หากสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก็จะช่วยเปลี่ยนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว และมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน

ที่มาข้อมูล : Ryt9.com

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth