ส่อง SET ต.ค. ลุ้นแกว่งกรอบ 1,500–1,630 จุด จับตางบแบงก์–ประชุม BOT, Fed, BOJ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ส่อง SET ต.ค. ลุ้นแกว่งกรอบ 1,500–1,630 จุด จับตางบแบงก์–ประชุม BOT, Fed, BOJ

ตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,630 จุด โดยตลาดจะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ในช่วงกลางเดือน นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการและมุมมองของผู้บริหารธนาคารขนาดใหญ่ที่อาจเป็นปัจจัยชี้ทิศทางตลาดในระยะถัดไป


ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Elections) ซึ่งจากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นไทยมักมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง จึงอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนได้ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคและสหรัฐฯ ผ่านการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและกระแสเงินลงทุนในช่วงเดือนนี้ 


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในเดือนตุลาคม คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นการประชุมก่อนครั้งสุดท้ายของปี ก่อนการประชุมในเดือนธันวาคม โดยตลาดให้น้ำหนักกับสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นหลัก เนื่องจากจะเชื่อมโยงกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะถัดไป


ขณะนี้มุมมองตลาดเริ่มแบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยบางส่วนคาดว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะที่อีกส่วนมองว่าอาจเลื่อนไปปรับขึ้นในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นต่อ แม้จะทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed ยังคงแสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและใช้เป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินต่อไป 

 

สรุปข่าว

โบรกฯ มองกรอบดัชนีฯ เดือน ต.ค. 69 ที่ 1,500-1,630 จุด จับตาประกาศงบหุ้นกลุ่มธนาคาร ทำให้ตลาดจะกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น แต่ยังมีประชุม BOT, Fed, และ BOJ ที่ต้องติดตาม ชู Theme ระยะยาว ผ่าน AI, Data Center แนะ ADVICE, BGRIM, CK, PLANB, SCGP

ตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,630 จุด โดยตลาดจะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ในช่วงกลางเดือน นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการและมุมมองของผู้บริหารธนาคารขนาดใหญ่ที่อาจเป็นปัจจัยชี้ทิศทางตลาดในระยะถัดไป


ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Elections) ซึ่งจากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นไทยมักมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง จึงอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนได้ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคและสหรัฐฯ ผ่านการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและกระแสเงินลงทุนในช่วงเดือนนี้ 


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในเดือนตุลาคม คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นการประชุมก่อนครั้งสุดท้ายของปี ก่อนการประชุมในเดือนธันวาคม โดยตลาดให้น้ำหนักกับสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นหลัก เนื่องจากจะเชื่อมโยงกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะถัดไป


ขณะนี้มุมมองตลาดเริ่มแบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยบางส่วนคาดว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะที่อีกส่วนมองว่าอาจเลื่อนไปปรับขึ้นในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นต่อ แม้จะทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed ยังคงแสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและใช้เป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินต่อไป 

 


2. จากสงครามสู่คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน


สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน หลังข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายยังมีความแตกต่างกัน แม้จะมีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมเปิดทางเจรจา แต่ยังต้องติดตามว่าการเจรจาจะสามารถหาข้อยุติได้หรือไม่ หรือมีโอกาสกลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งเหมือนช่วงเดือนมิถุนายน โดยทิศทางราคาน้ำมันยังเป็นหนึ่งในตัวสะท้อนความกังวลของตลาด ประเด็นดังกล่าวจึงยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แม้ในอีกด้านจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย


3. จับตาความคืบหน้านโยบายภาครัฐ


อีกปัจจัยสำคัญคือความคืบหน้าของมาตรการและนโยบายภาครัฐ โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ มติ ครม. เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2, การประกาศ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในราชกิจจานุเบกษา ก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม, ผลการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ ซึ่งมีเงื่อนไขใหม่และอาจทำให้การเจรจายืดเยื้อ รวมถึง ความคืบหน้าแผน PDP2026 ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ กพช. ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด ขณะที่ตลาดยังต้องจับตากระแสญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนทางการเมืองในระยะถัดไป


กลยุทธ์ลงทุน เน้น AI–Data Center รับธีมระยะยาว


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงให้น้ำหนักกับ Theme ระยะยาว ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมองว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มธนาคารยังมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารที่กำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ขณะที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยวไทย


สำหรับหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVICE, BGRIM, CK, PLANB และ SCGP