ส่อง SET ต.ค. ลุ้นแกว่งกรอบ 1,500–1,630 จุด จับตางบแบงก์–ประชุม BOT, Fed, BOJ

ตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,630 จุด โดยตลาดจะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ในช่วงกลางเดือน นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการและมุมมองของผู้บริหารธนาคารขนาดใหญ่ที่อาจเป็นปัจจัยชี้ทิศทางตลาดในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Elections) ซึ่งจากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นไทยมักมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง จึงอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนได้ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคและสหรัฐฯ ผ่านการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและกระแสเงินลงทุนในช่วงเดือนนี้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในเดือนตุลาคม คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นการประชุมก่อนครั้งสุดท้ายของปี ก่อนการประชุมในเดือนธันวาคม โดยตลาดให้น้ำหนักกับสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นหลัก เนื่องจากจะเชื่อมโยงกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะถัดไป
ขณะนี้มุมมองตลาดเริ่มแบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยบางส่วนคาดว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะที่อีกส่วนมองว่าอาจเลื่อนไปปรับขึ้นในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นต่อ แม้จะทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed ยังคงแสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและใช้เป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินต่อไป
สรุปข่าว
ตลาดหุ้นไทยในเดือนตุลาคม 2569 มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500–1,630 จุด โดยตลาดจะเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ในช่วงกลางเดือน นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร ซึ่งจะทำให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มผลประกอบการและมุมมองของผู้บริหารธนาคารขนาดใหญ่ที่อาจเป็นปัจจัยชี้ทิศทางตลาดในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (US Midterm Elections) ซึ่งจากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นไทยมักมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวกในช่วงก่อนการเลือกตั้ง จึงอาจช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนได้ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามท่าทีของธนาคารกลางในภูมิภาคและสหรัฐฯ ผ่านการประชุมธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและกระแสเงินลงทุนในช่วงเดือนนี้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในเดือนตุลาคม คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจะเป็นการประชุมก่อนครั้งสุดท้ายของปี ก่อนการประชุมในเดือนธันวาคม โดยตลาดให้น้ำหนักกับสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อเป็นหลัก เนื่องจากจะเชื่อมโยงกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะถัดไป
ขณะนี้มุมมองตลาดเริ่มแบ่งเป็น 2 ฝั่ง โดยบางส่วนคาดว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะที่อีกส่วนมองว่าอาจเลื่อนไปปรับขึ้นในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมยังมีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันยังไม่ได้เร่งตัวขึ้นต่อ แม้จะทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ Fed ยังคงแสดงความกังวลต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและใช้เป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินต่อไป

2. จากสงครามสู่คว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่าน
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน หลังข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายยังมีความแตกต่างกัน แม้จะมีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมเปิดทางเจรจา แต่ยังต้องติดตามว่าการเจรจาจะสามารถหาข้อยุติได้หรือไม่ หรือมีโอกาสกลับไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้งเหมือนช่วงเดือนมิถุนายน โดยทิศทางราคาน้ำมันยังเป็นหนึ่งในตัวสะท้อนความกังวลของตลาด ประเด็นดังกล่าวจึงยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา แม้ในอีกด้านจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย
3. จับตาความคืบหน้านโยบายภาครัฐ
อีกปัจจัยสำคัญคือความคืบหน้าของมาตรการและนโยบายภาครัฐ โดยมีประเด็นที่ต้องติดตาม ได้แก่ มติ ครม. เกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2, การประกาศ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในราชกิจจานุเบกษา ก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม, ผลการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ ซึ่งมีเงื่อนไขใหม่และอาจทำให้การเจรจายืดเยื้อ รวมถึง ความคืบหน้าแผน PDP2026 ที่เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของ กพช. ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานสะอาด ขณะที่ตลาดยังต้องจับตากระแสญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งอาจเพิ่มความผันผวนทางการเมืองในระยะถัดไป
กลยุทธ์ลงทุน เน้น AI–Data Center รับธีมระยะยาว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงให้น้ำหนักกับ Theme ระยะยาว ที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยมองว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าและกลุ่มธนาคารยังมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะธนาคารที่กำลังเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ขณะที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวมีโอกาสได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของภาคการท่องเที่ยวไทย
สำหรับหุ้นที่แนะนำ ได้แก่ ADVICE, BGRIM, CK, PLANB และ SCGP
- หุ้นโลกผันผวน เงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์พุ่ง ฟันด์โฟลว์แผ่ว บาทเสี่ยงแตะ 34
- "หุ้นไทย" ยังผันผวน ตะวันออกกลางกดดัน เคลื่อนไหวกรอบ 1,600-1,630
- หุ้นไทยวันนี้ 25 กันยายน 2569 ปิดบวก 5.05 จุด DELTA พยุงตลาด จับตาคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
- รับมือ "เฟด" ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง หุ้นโลกผันผวน แนะกลุ่ม AI Security
- ต่างชาติขาย 3 พันล้าน แต่หุ้นไทยยังยืนเหนือ 1,600 จุด
ที่มาข้อมูล : บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DAOL)
ที่มารูปภาพ : TNN Wealth
