น้ำท่วมเขย่าอสังหาฯ จะซื้อบ้าน ต้องคิดอะไรเพิ่ม? เช็กความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
น้ำท่วมเขย่าอสังหาฯ จะซื้อบ้าน ต้องคิดอะไรเพิ่ม? เช็กความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ

น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่การเดินทางหรือการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังทำให้คนที่กำลังมองหาบ้านต้อง “คิดให้ไกลกว่าทำเล” โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมขัง กระทบทั้งบ้านเรือน รถยนต์ และพื้นที่อยู่อาศัย

 

เมื่อความเสี่ยงจากน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น การเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดจึงอาจไม่ได้ดูเพียงราคา ทำเล และการเดินทาง แต่ต้องประเมินด้วยว่า พื้นที่นั้นเคยท่วมแค่ไหน ทางเข้า–ออกเป็นอย่างไร และตัวโครงการมีระบบรับมือมากน้อยเพียงใด

 

ทำเลเดียวกัน ความเสี่ยงอาจไม่เท่ากัน

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมแตกต่างกัน โดยพื้นที่ลุ่ม ใกล้คลอง หรือบริเวณเส้นทางระบายน้ำ อาจได้รับผลกระทบมากกว่า ขณะที่บางพื้นที่แม้ตัวบ้านไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ถนนหรือเส้นทางเข้า–ออกโครงการได้รับผลกระทบ ก็สามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้เช่นกัน

 

จุดที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ บางกะปิ โดยเฉพาะลาดพร้าว นวมินทร์ และเสรีไทย บางจุดน้ำสูงถึง 1.3 เมตร ขณะที่รามคำแหงอยู่ที่ 40–50 ซม. และศรีบูรพา 30–40 ซม. ส่วนลาดกระบัง–เคหะร่มเกล้า และเพชรบุรีตัดใหม่–เอกมัย ก็เป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหนักเช่นกัน

 

น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันตลาด

นอกจากผลกระทบต่อการอยู่อาศัยแล้ว น้ำท่วมยังทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดหยุดชะงักชั่วคราว โดยเฉพาะค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ การเดินทาง และ SMEs

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิเบื้องต้นราว 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP ภายใต้สถานการณ์ที่กระทบราว 3–7 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว และบางส่วนอาจฟื้นกลับได้จากการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป

 

อย่างไรก็ตาม หากน้ำท่วมยืดเยื้อหรือขยายวงกระทบภาคการผลิต ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีต้นทุนฟื้นฟูและความเสียหายต่อทรัพย์สินหลังน้ำลด

สรุปข่าว

น้ำท่วมเขย่าตลาดอสังหาฯ คนซื้อบ้าน–คอนโดต้องคิดไกลกว่าแค่ราคาและทำเล เปิด 5 เช็กลิสต์สำคัญ เช็กความเสี่ยงน้ำท่วมก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน

น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่การเดินทางหรือการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ยังทำให้คนที่กำลังมองหาบ้านต้อง “คิดให้ไกลกว่าทำเล” โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักในกรุงเทพฯ และปริมณฑลช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เผชิญน้ำท่วมขัง กระทบทั้งบ้านเรือน รถยนต์ และพื้นที่อยู่อาศัย

 

เมื่อความเสี่ยงจากน้ำท่วมกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น การเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดจึงอาจไม่ได้ดูเพียงราคา ทำเล และการเดินทาง แต่ต้องประเมินด้วยว่า พื้นที่นั้นเคยท่วมแค่ไหน ทางเข้า–ออกเป็นอย่างไร และตัวโครงการมีระบบรับมือมากน้อยเพียงใด

 

ทำเลเดียวกัน ความเสี่ยงอาจไม่เท่ากัน

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนว่าแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมแตกต่างกัน โดยพื้นที่ลุ่ม ใกล้คลอง หรือบริเวณเส้นทางระบายน้ำ อาจได้รับผลกระทบมากกว่า ขณะที่บางพื้นที่แม้ตัวบ้านไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ถนนหรือเส้นทางเข้า–ออกโครงการได้รับผลกระทบ ก็สามารถส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้เช่นกัน

 

จุดที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ บางกะปิ โดยเฉพาะลาดพร้าว นวมินทร์ และเสรีไทย บางจุดน้ำสูงถึง 1.3 เมตร ขณะที่รามคำแหงอยู่ที่ 40–50 ซม. และศรีบูรพา 30–40 ซม. ส่วนลาดกระบัง–เคหะร่มเกล้า และเพชรบุรีตัดใหม่–เอกมัย ก็เป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังหนักเช่นกัน

 

น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันตลาด

นอกจากผลกระทบต่อการอยู่อาศัยแล้ว น้ำท่วมยังทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดหยุดชะงักชั่วคราว โดยเฉพาะค้าปลีก ร้านอาหาร บริการ การเดินทาง และ SMEs

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจสุทธิเบื้องต้นราว 7,000–17,000 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP ภายใต้สถานการณ์ที่กระทบราว 3–7 วัน โดยส่วนใหญ่เป็นการสูญเสียกิจกรรมทางเศรษฐกิจชั่วคราว และบางส่วนอาจฟื้นกลับได้จากการเลื่อนการใช้จ่ายออกไป

 

อย่างไรก็ตาม หากน้ำท่วมยืดเยื้อหรือขยายวงกระทบภาคการผลิต ระบบขนส่ง และห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีต้นทุนฟื้นฟูและความเสียหายต่อทรัพย์สินหลังน้ำลด

บ้าน–คอนโด ต้องประเมินความเสี่ยงต่างกัน

 

สำหรับบ้านแนวราบ ควรพิจารณาระดับถนน ระดับตัวบ้าน ทางเข้า–ออก และระบบระบายน้ำ เพราะแม้ตัวบ้านไม่ถูกน้ำท่วม แต่ถนนโดยรอบได้รับผลกระทบก็อาจทำให้การเดินทางติดขัด

 

ส่วนคอนโดมิเนียม แม้ห้องพักชั้นสูงจะไม่เสี่ยงน้ำเข้าตัวห้องโดยตรง แต่ยังต้องดูพื้นที่ส่วนกลาง ที่จอดรถชั้นใต้ดิน ระบบไฟฟ้า และเส้นทางเข้า–ออกโครงการ

ดังนั้น ผู้ซื้อควรตรวจสอบประวัติน้ำท่วมของพื้นที่ ระบบระบายน้ำ ระดับถนน ทางเข้า–ออก และเส้นทางสำรอง รวมถึงสอบถามผู้อยู่อาศัยเดิมหรือชุมชนโดยรอบ เพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่จริง


เช็กลิสต์ 5 ข้อ ก่อนซื้อบ้านในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

 

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แนะนำให้ผู้ซื้อพิจารณาปัจจัยเสี่ยงน้ำท่วมก่อนตัดสินใจ โดยเช็ก 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่

 

1. ประวัติน้ำท่วม
พื้นที่เคยน้ำท่วมบ่อยหรือไม่ และระดับน้ำเคยสูงแค่ไหน

2. ระดับพื้นที่
เปรียบเทียบระดับถนน ที่ดิน และตัวบ้าน ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด

3. ทางน้ำและระบบระบายน้ำ
ตรวจสอบว่าโครงการอยู่ใกล้คลองหรืออยู่ในเส้นทางน้ำไหลหรือไม่ รวมถึงระบบระบายน้ำในพื้นที่

4. ทางเข้า–ออก
หากเกิดน้ำท่วม ถนนรอบโครงการและเส้นทางหลักยังสามารถเดินทางเข้า–ออกได้หรือไม่

5. มาตรการป้องกันของโครงการ
ดูระบบระบายน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ และแผนรับมือเมื่อเกิดน้ำท่วม

ผู้ประกอบการต้องรับโจทย์ใหม่

 

สำหรับผู้ประกอบการ ความเสี่ยงน้ำท่วมกลายเป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาทั้งในการออกแบบและบริหารโครงการ โดยเฉพาะระบบระบายน้ำ พื้นที่จอดรถ ระบบไฟฟ้า และแผนรับมือฝนตกหนัก

 

ขณะที่การสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับระบบป้องกันน้ำและแผนรับมือภัยพิบัติมีความสำคัญมากขึ้น เพราะผู้ซื้อไม่ได้พิจารณาเพียงราคา ทำเล และการเดินทาง แต่ยังต้องมองถึงความเสี่ยงของพื้นที่และความพร้อมของโครงการ

 

ท่ามกลางความเสี่ยงน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ การเลือกซื้อบ้านจึงต้องมองให้ไกลกว่า “ทำเล” และประเมินให้ครบทั้งความเสี่ยงของพื้นที่และความพร้อมของโครงการ