ทองร่วง 170 เหรียญ MTS Gold ชี้แนวรับ 4,000 เหรียญแข็งแกร่งสุด

Share on Line Share on Facebook Share on X

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) วิเคราะห์ราคาทองคำโลกที่ร่วงลงเกือบ 2.5% ในวันเดียว ชี้ 3 ปัจจัยกดดันหลัก พร้อมประเมินแนวรับสำคัญที่ 4,000 เหรียญ ในรายการ WEALTH LIVE วันที่ 29 ก.ย. 69

ราคาทองดิ่ง 170 เหรียญ ฉุดทองไทยลง 1,700 บาท

ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงแรง จากระดับ 4,280 เหรียญ ลงมาปิดที่ 4,110 เหรียญ หรือลดลงราว 170 เหรียญ คิดเป็นประมาณ 2.5% ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับลดลงตาม จากระดับ 67,700 บาท ลงมาอยู่ที่ 66,000 บาท หรือลดลงประมาณ 1,700 บาท

3 ปัจจัยกดดันราคาทองคำ

นพ.กฤชรัตน์ ระบุว่า แรงกดดันหลักมาจากการที่ตลาดปรับเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม จากเดิม 50% ขึ้นมาเป็น 70% และยังมีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยรวมถึง 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

ปัจจัยที่สอง คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และปัจจัยที่สาม คือ ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นจากระดับ 93 เหรียญ มาอยู่ที่ 98 เหรียญ

สรุปข่าว

ราคาทองคำโลกร่วงจาก 4,280 เหรียญ มาปิดที่ 4,110 เหรียญ ลดลงเกือบ 2.5% ฉุดทองในประเทศลงจาก 67,700 บาท มาอยู่ที่ 66,000 บาท นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ MTS Gold ชี้แรงกดดันจากคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย ต.ค. ที่เพิ่มเป็น 70% บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และน้ำมันที่ขยับสู่ 98 เหรียญ ประเมินแนวรับ 4,000 เหรียญ แข็งแกร่งที่สุด หากหลุดจับตา 3,800 เหรียญ ระยะกลาง-ยาวยังเป็นขาขึ้นและทยอยสะสมได้

นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) วิเคราะห์ราคาทองคำโลกที่ร่วงลงเกือบ 2.5% ในวันเดียว ชี้ 3 ปัจจัยกดดันหลัก พร้อมประเมินแนวรับสำคัญที่ 4,000 เหรียญ ในรายการ WEALTH LIVE วันที่ 29 ก.ย. 69

ราคาทองดิ่ง 170 เหรียญ ฉุดทองไทยลง 1,700 บาท

ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงแรง จากระดับ 4,280 เหรียญ ลงมาปิดที่ 4,110 เหรียญ หรือลดลงราว 170 เหรียญ คิดเป็นประมาณ 2.5% ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศปรับลดลงตาม จากระดับ 67,700 บาท ลงมาอยู่ที่ 66,000 บาท หรือลดลงประมาณ 1,700 บาท

3 ปัจจัยกดดันราคาทองคำ

นพ.กฤชรัตน์ ระบุว่า แรงกดดันหลักมาจากการที่ตลาดปรับเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม จากเดิม 50% ขึ้นมาเป็น 70% และยังมีการคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยรวมถึง 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้

ปัจจัยที่สอง คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และปัจจัยที่สาม คือ ราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นจากระดับ 93 เหรียญ มาอยู่ที่ 98 เหรียญ

ประเมินแนวรับ 4,000 เหรียญ หากหลุดจับตา 3,800 เหรียญ

ในเชิงเทคนิค นพ.กฤชรัตน์ ประเมินว่า ระดับ 4,000 เหรียญ เป็นแนวรับที่แข็งแกร่งที่สุด และคาดว่าจะรับอยู่ โดยอาจมีการแกว่งตัวบวกลบประมาณ 10-20 เหรียญบริเวณแนวรับดังกล่าว แต่หากแนวรับ 4,000 เหรียญ เอาไม่อยู่ ราคามีโอกาสลงไปทดสอบที่ระดับ 3,800 เหรียญ

ขณะเดียวกัน สัญญาณทางเทคนิคอย่าง RSI และ MACD เริ่มเกิด Divergence ซึ่งเป็นสัญญาณการกลับตัวในระยะสั้น เพื่อทำ Technical Rebound

แนะระยะสั้นคุมความเสี่ยง ระยะกลาง-ยาวยังเป็นขาขึ้น

สำหรับคำแนะนำการลงทุน นพ.กฤชรัตน์ ระบุว่า ในระยะสั้นตลาดมีความผันผวนสูงมาก นักลงทุนที่ใช้ Leverage หรือ Margin จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี

ส่วนการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว แนวโน้มหลักยังคงเป็นขาขึ้น โดยมองว่าราคาที่ปรับตัวลดลงมาอยู่ในจุดที่น่าสนใจ และสามารถทยอยเข้าซื้อได้

จับตาประชุมเฟด ต.ค. และ ธ.ค.

ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การประชุมเฟดวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าตลาดรับข่าวแรงกดดันไปแล้ว และการประชุมเฟดวันที่ 15-16 ธันวาคม ซึ่งมักเป็นช่วงท้ายซีซั่นที่มีแรงซื้อจากกลุ่มจิวเวลรี่เข้ามาหนุนให้ราคาทองคำดีดกลับตามเทศกาล

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน