ทองคำ ไตรมาส4 กรอบ 4,100–4,500 ดอลลาร์ จับตาแนวรับ 4,325

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ประเมินทิศทางราคาทองคำในไตรมาส 4 ว่ายังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยในระยะสั้น แต่ยังมีปัจจัยหนุนในระยะยาว พร้อมแนะนำกลยุทธ์ทั้งสำหรับนักลงทุนระยะสั้นและผู้ที่ต้องการทยอยสะสม

ปัจจัยกดดันระยะสั้น: เฟด–อิหร่าน–การเจรจาการค้า

นายธนะเกียรติ ระบุว่า ปัจจัยแรกที่กดดันราคาทองคำคือนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นลบต่อราคาทองคำโดยตรง

ปัจจัยที่สองคือสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เริ่มมีความหวังในการเจรจาทางการทูตมากขึ้น โดยข้อเรียกร้องอยู่ที่การยกเลิกการกดดันทางทหารและการปิดล้อม ทำให้ความกังวลเรื่องสงครามลดลง และลดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ปัจจัยที่สามคือการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งต้องติดตามผลในวันที่ 24 หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ มีโอกาสกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง

AI กับเงินเฟ้อ ลบระยะสั้น แต่บวกระยะยาว

อีกประเด็นที่นายธนะเกียรติให้น้ำหนักคือเม็ดเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดว่าจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก โดยในระยะสั้นถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่ในระยะยาวเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยบวกที่หนุนราคาทองคำ

สรุปข่าว

ธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ จากคลาสสิก ออสสิริส ประเมินราคาทองคำไตรมาส 4 ภายใต้กรณีฐานจะแกว่งตัวในกรอบ 4,100–4,500 ดอลลาร์ โดยยังถูกกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยเฟด ความคืบหน้าการเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน และการเจรจากำแพงภาษีสหรัฐฯ–จีน ขณะที่เม็ดเงินลงทุน AI ราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้าจะหนุนเงินเฟ้อและเป็นบวกต่อทองคำในระยะยาว ด้านกลยุทธ์ระยะสั้นให้จับตาแนวรับ 4,325 ดอลลาร์และแนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ ส่วนระยะยาวแนะนำทยอยสะสม 3 ไม้ที่ระดับราคาทองคำไทย 66,000 / 63,000 / 59,000 บาท

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ WEALTH LIVE เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ประเมินทิศทางราคาทองคำในไตรมาส 4 ว่ายังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยในระยะสั้น แต่ยังมีปัจจัยหนุนในระยะยาว พร้อมแนะนำกลยุทธ์ทั้งสำหรับนักลงทุนระยะสั้นและผู้ที่ต้องการทยอยสะสม

ปัจจัยกดดันระยะสั้น: เฟด–อิหร่าน–การเจรจาการค้า

นายธนะเกียรติ ระบุว่า ปัจจัยแรกที่กดดันราคาทองคำคือนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นลบต่อราคาทองคำโดยตรง

ปัจจัยที่สองคือสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่เริ่มมีความหวังในการเจรจาทางการทูตมากขึ้น โดยข้อเรียกร้องอยู่ที่การยกเลิกการกดดันทางทหารและการปิดล้อม ทำให้ความกังวลเรื่องสงครามลดลง และลดแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

ปัจจัยที่สามคือการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งต้องติดตามผลในวันที่ 24 หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ มีโอกาสกดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลง

AI กับเงินเฟ้อ ลบระยะสั้น แต่บวกระยะยาว

อีกประเด็นที่นายธนะเกียรติให้น้ำหนักคือเม็ดเงินลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่คาดว่าจะสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก โดยในระยะสั้นถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่ในระยะยาวเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยบวกที่หนุนราคาทองคำ

กลยุทธ์ระยะสั้น: แนวรับ 4,325 แนวต้าน 4,400 ดอลลาร์

สำหรับกลยุทธ์ระยะสั้น นายธนะเกียรติแนะนำให้จับตาแนวรับสำคัญที่ 4,325 ดอลลาร์ หากราคาไม่หลุดระดับดังกล่าว สามารถเข้าซื้อเพื่อทำกำไรที่แนวต้าน 4,400 ดอลลาร์ แต่หากหลุดแนวรับ 4,325 ดอลลาร์ ให้เปลี่ยนมาเล่นฝั่ง Short แทน

3 ฉากทัศน์ราคาทองคำไตรมาส 4

นายธนะเกียรติวางกรอบการมองราคาทองคำไตรมาส 4 ไว้ 3 กรณี โดยกรณีฐาน (Base Case) ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดคือ เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ราคาทองคำจะแกว่งตัวอยู่ในกรอบ 4,100–4,500 ดอลลาร์

ขณะที่กรณีเลวร้าย (Bear Case) หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปีนี้ จะทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์ และกดดันราคาทองคำลงไปแตะระดับ 3,800–3,840 ดอลลาร์

ส่วนกรณีที่ดีที่สุด (Bull Case) จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงจนเฟดรับมือไม่ไหว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม นายธนะเกียรติมองว่ากรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจาก GDP ของสหรัฐฯ ยังขยายตัวเป็นบวกอยู่

แนะทยอยสะสม 3 ไม้ ที่ 66,000 / 63,000 / 59,000 บาท

สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการสะสมทองคำ นายธนะเกียรติแนะนำให้แบ่งไม้เข้าซื้อเป็น 3 ระดับ โดยอ้างอิงราคาทองคำไทยที่ 66,000 บาท, 63,000 บาท และ 59,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นการทยอยเฉลี่ยต้นทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในช่วงที่ยังมีปัจจัยกดดันหลายด้าน

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน