วิเคราะห์ทิศทางหุ้นไทย ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ทองคำ

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนผ่านรายการ WEALTH LIVE โดยชี้ว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ยังคงทรงตัวและขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ และขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก พร้อมแนะนักลงทุนจับตาการรายงานตัวเลข GDP ของไทยที่จะเป็นปัจจัยชี้วัดความเชื่อมั่น ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันคาดว่าผ่าน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ยาก ส่วนทองคำยังเป็นขาขึ้นชัดเจน

ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาได้นั้นมาจากหุ้น DELTA เป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องจากบริษัทแม่ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น รวมถึงการรายงานยอดขายของบริษัทในไต้หวัน เช่น TSMC ที่เติบโตสูงถึง 45% จากอุปสงค์ด้าน AI ฮาร์ดแวร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในตลาดหุ้นไทยกลับพบว่ายังไม่ตอบสนองมากนัก เนื่องจากผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Domestic Industrial) หรือกลุ่มเรียลเซกเตอร์ที่ไม่ใช่กลุ่มการเงินและพลังงาน ส่วนใหญ่ออกมายังไม่สามารถกระตุ้นความน่าลงทุนได้มากพอ ยกเว้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค เช่น WHAUP ที่งบยังดูดี หรือ WHA ที่นักลงทุนคาดหวังเรื่องความคืบหน้าของ Data Center

สรุปข่าว

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ประเมินทิดทางตลาดหุ้นไทย โดยได้แรงหนุนหลักจากหุ้น DELTA ตามเทรนด์ AI โลก ขณะที่นักลงทุนรอลุ้นตัวเลข GDP ในวันที่ 17 ส.ค. นี้ ซึ่งหากเติบโตทะลุเป้าจะช่วยดึงความเชื่อมั่นกลับมาได้ ด้านราคาน้ำมันคาดว่าทะลุผ่าน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ยาก เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มไม่รุนแรงบานปลาย ส่วนราคาทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นที่แข็งแกร่งจากเม็ดเงินจริงที่ไหลเข้ากองทุนและการเข้าซื้อของจีน จึงแนะนำให้ถือลงทุนต่อไป

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนผ่านรายการ WEALTH LIVE โดยชี้ว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ยังคงทรงตัวและขาดปัจจัยบวกใหม่ๆ และขับเคลื่อนด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นหลัก พร้อมแนะนักลงทุนจับตาการรายงานตัวเลข GDP ของไทยที่จะเป็นปัจจัยชี้วัดความเชื่อมั่น ขณะที่สถานการณ์ราคาน้ำมันคาดว่าผ่าน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ยาก ส่วนทองคำยังเป็นขาขึ้นชัดเจน

ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาได้นั้นมาจากหุ้น DELTA เป็นหลัก ซึ่งได้รับอานิสงส์ต่อเนื่องจากบริษัทแม่ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้น รวมถึงการรายงานยอดขายของบริษัทในไต้หวัน เช่น TSMC ที่เติบโตสูงถึง 45% จากอุปสงค์ด้าน AI ฮาร์ดแวร์ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหุ้นกลุ่มอื่นๆ ในตลาดหุ้นไทยกลับพบว่ายังไม่ตอบสนองมากนัก เนื่องจากผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Domestic Industrial) หรือกลุ่มเรียลเซกเตอร์ที่ไม่ใช่กลุ่มการเงินและพลังงาน ส่วนใหญ่ออกมายังไม่สามารถกระตุ้นความน่าลงทุนได้มากพอ ยกเว้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค เช่น WHAUP ที่งบยังดูดี หรือ WHA ที่นักลงทุนคาดหวังเรื่องความคืบหน้าของ Data Center

จับตา GDP 17 ส.ค. ชี้ชะตาความเชื่อมั่น

สำหรับปัจจัยที่อาจเป็นจุดเปลี่ยน (Game Changer) ของตลาดหุ้นไทย คือการรายงานตัวเลข GDP ในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ โดยตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7% - 2.0% ซึ่งตัวเลขนี้ได้รวมผลจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและนโยบาย "ไทยช่วยไทยพลัส" (วงเงิน 2 แสนล้านบาท) ของรัฐบาลไว้แล้ว

ทั้งนี้ นายประกิต ประเมินว่าหากตัวเลข GDP ออกมาใกล้เคียง 2% อาจยังไม่กระตุ้นตลาดได้มากนัก แต่หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซคลี่คลายเร็วกว่ากำหนด ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อลดลงและกำลังซื้อกลับมา อาจผลักดันให้ตัวเลขขยับไปใกล้ระดับ 2.5% ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นและกลุ่มหุ้นอุปโภคบริโภค

ราคาน้ำมันผ่าน 90 ดอลลาร์ยาก แนะถือกลุ่มโรงกลั่น

ด้านทิศทางราคาน้ำมันที่มีการปรับตัวสูงขึ้น นายประกิตมองว่าโอกาสที่ราคาน้ำมันจะทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งเป็นไปได้ยาก เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบนี้เป็นเพียง "สงครามน้ำลาย" ที่เน้นการเรียกร้องค่าชดเชยและต้องการหาทางลง ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อหรือเกิดการปะทะรุนแรง สะท้อนจากภาพการสัญจรของเรือในทะเลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปกติ ดังนั้น สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นกลุ่มโรงกลั่น เช่น TOP หรือ BCP (บางจาก) ยังสามารถถือลงทุนต่อไปได้

ทองคำขาขึ้นชัดเจน เม็ดเงินจริงไหลเข้าหนุน

สำหรับราคาน้ำทองคำ นายประกิตยืนยันมุมมองเชิงบวก โดยชี้ว่าราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นได้แม้ไม่มีปัจจัยใหม่มาสนับสนุน ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีเม็ดเงินจริงไหลเข้าสู่กองทุน Gold ETF อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีการรายงานตัวเลขการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางจีน

นอกจากนี้ ในระยะสั้นทองคำอาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการแทรกแซงค่าเงินเยนของรัฐบาลญี่ปุ่น (ซึ่งปัจจุบันกลับไปแตะระดับ 159 เยนต่อดอลลาร์) โดยอาจมี Scott Bessent เข้ามาช่วยดำเนินการ ซึ่งหากค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น จะกดดันให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง และส่งผลบวกโดยตรงต่อราคาทองคำ (มีลุ้นแตะระดับ 4,500) จึงแนะนำให้นักลงทุนถือทองคำต่อไป และหากใครยังไม่มีก็สามารถพิจารณาเข้าซื้อได้

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน