เปิดสาเหตุทองพุ่งระยะสั้น จับตาสัญญาณต่างชาติเทขายหุ้นไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X

รายการ WEALTH LIVE ได้สัมภาษณ์ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำที่ทะลุระดับ 4,200 และประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET) หลังเผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติกว่า 6,000 ล้านบาท

ทิศทางทองคำขึ้นระยะสั้น จับตาผลตอบแทนพันธบัตร

นายประกิต เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 4,000 เหรียญได้อย่างโดดเด่น เกิดจากการที่ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ประเมินว่าจะเป็นเพียง "ช่วงระยะสั้น" เท่านั้น เนื่องจากกลไก FIMA Repo ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อนุญาตให้ญี่ปุ่นนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาวางค้ำประกันเพื่อกู้ดอลลาร์ไปซื้อเงินเยนนั้น เมื่อถึงกำหนดที่ญี่ปุ่นไม่ต่ออายุ (Rollover) ความต้องการ (Demand) ในพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลง ส่งผลให้ในระยะกลางถึงยาว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรับกับปริมาณ (Supply) ที่มีมาเรื่อยๆ ซึ่งจะกลับมากดดันราคาทองคำในที่สุด

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield หรือ TIPS) ปกติจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับทองคำ แต่ปัจจุบันกลับเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน จึงสะท้อนว่าเป็นเพียงภาวะระยะสั้น และโอกาสที่ Real Yield จะปรับขึ้นยังมีมากกว่าลง

สรุปข่าว

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ วิเคราะห์ราคาทองคำที่พุ่งทะลุ 4,200 เหรียญ ว่าเป็นเพียงภาวะระยะสั้นจากการที่ญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินเยนทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรร่วงลง แต่ในระยะยาวผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ จะกลับมาปรับตัวสูงขึ้นและกดดันราคาทองคำในที่สุด ขณะที่ตลาดหุ้นไทยซึ่งเผชิญแรงเทขายจากต่างชาติกว่า 6 พันล้านบาท ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สวนทางกับปัจจัยบวกในประเทศ โดยพบแรงเทขายอย่างหนักจากสถาบันใหญ่อย่าง UBS และ JP Morgan คล้ายกับพฤติกรรมช่วงต้นปี 2023 จึงเตือนนักลงทุนว่ายังไม่ควรเข้าไปซื้อสวนในจังหวะนี้ เนื่องจากดัชนีมีขีดจำกัดและแนวต้านตามมูลค่าพื้นฐานที่ผ่านได้ยากบริเวณ 1,644 จุด

รายการ WEALTH LIVE ได้สัมภาษณ์ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำที่ทะลุระดับ 4,200 และประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทย (SET) หลังเผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติกว่า 6,000 ล้านบาท

ทิศทางทองคำขึ้นระยะสั้น จับตาผลตอบแทนพันธบัตร

นายประกิต เปิดเผยว่า สาเหตุที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอยู่บริเวณ 4,000 เหรียญได้อย่างโดดเด่น เกิดจากการที่ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ประเมินว่าจะเป็นเพียง "ช่วงระยะสั้น" เท่านั้น เนื่องจากกลไก FIMA Repo ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อนุญาตให้ญี่ปุ่นนำพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มาวางค้ำประกันเพื่อกู้ดอลลาร์ไปซื้อเงินเยนนั้น เมื่อถึงกำหนดที่ญี่ปุ่นไม่ต่ออายุ (Rollover) ความต้องการ (Demand) ในพันธบัตรสหรัฐฯ จะลดลง ส่งผลให้ในระยะกลางถึงยาว อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อรับกับปริมาณ (Supply) ที่มีมาเรื่อยๆ ซึ่งจะกลับมากดดันราคาทองคำในที่สุด

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield หรือ TIPS) ปกติจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับทองคำ แต่ปัจจุบันกลับเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน จึงสะท้อนว่าเป็นเพียงภาวะระยะสั้น และโอกาสที่ Real Yield จะปรับขึ้นยังมีมากกว่าลง

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET) ที่ดัชนีปรับตัวลดลงมาอยู่บริเวณ 1,600 จุด โดยมีนักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิกว่า 6,000 ล้านบาทนั้น นายประกิต แสดงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์นี้ เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในประเทศถือว่าดูดี ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ แต่ต่างชาติกลับยังเลือกที่จะเทขายอย่างหนัก ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติอาจมองเห็นความเสี่ยงที่ลึกและไกลกว่า

จากการตรวจสอบพฤติกรรมการขายของต่างชาติในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีลักษณะการสอยขายที่น่ากังวล โดยมีการสลับซื้อและขาย ก่อนจะเทขายอย่างหนัก ซึ่งคล้ายคลึงกับพฤติกรรมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 โดยพบว่าสถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง UBS มีการขายออกมาอย่างต่อเนื่อง และ JP Morgan ก็มีคำสั่งขายเข้ามาอย่างหนักเช่นกัน และเป็นการขายในหลายกลุ่มหลักทรัพย์ ไม่ใช่เพียงแค่การปรับพอร์ตปกติ

เตือนนักลงทุน "ไม่ควรซื้อสวน"

นายประกิต ได้ให้คำแนะนำทิ้งท้ายสำหรับนักลงทุนว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยกำลังปรับฐานลงมานี้ "ยังไม่ควรเข้าไปซื้อสวน" เนื่องจากสัญญาณการเทขายของต่างชาติยังคงน่ากังวล

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน (Valuation) ที่เหมาะสมตามการคำนวณกำไรต่อหุ้น (EPS) ดัชนี SET จะมีแนวต้านสำคัญที่ผ่านไปได้ยากอยู่บริเวณ 1,644 จุด ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเมื่อดัชนีพยายามทดสอบระดับดังกล่าว ก็จะมีแรงเทขายกดดันให้ปรับตัวลงมาอยู่ใต้ระดับ 1,644 จุดเสมอ


จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน