ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์เกาหลี ในกรุงโซล เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสอบสวนแคมเปญการตลาดที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้เสียหายและครอบครัวจากเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยเมืองควังจู เมื่อปี 1980
สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ประมาณ 40 นายเข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ในย่านกังนัมนานเกือบ 10 ชั่วโมง พร้อมตรวจค้นสถานที่พักของอดีตผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดโทรศัพท์มือถือและเอกสารบางส่วนไปตรวจสอบ
การสอบสวนมุ่งหาคำตอบว่า ผู้จัดทำแคมเปญมีเจตนาดูหมิ่นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือไม่ หลังกลุ่มผู้เสียหายและภาคประชาชนยื่นเรื่องกล่าวหาผู้บริหารสตาร์บัคส์เกาหลีและชินเซเก กรุ๊ป ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นและหมิ่นประมาท รวมถึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยขบวนการประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม
สรุปข่าว
ตำรวจเกาหลีใต้บุกค้นสำนักงานใหญ่ของสตาร์บัคส์เกาหลี ในกรุงโซล เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อสอบสวนแคมเปญการตลาดที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า กระทบกระเทือนความรู้สึกของผู้เสียหายและครอบครัวจากเหตุการณ์ปราบปรามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยเมืองควังจู เมื่อปี 1980
สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ประมาณ 40 นายเข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่ในย่านกังนัมนานเกือบ 10 ชั่วโมง พร้อมตรวจค้นสถานที่พักของอดีตผู้บริหารและพนักงานที่เกี่ยวข้อง โดยยึดโทรศัพท์มือถือและเอกสารบางส่วนไปตรวจสอบ
การสอบสวนมุ่งหาคำตอบว่า ผู้จัดทำแคมเปญมีเจตนาดูหมิ่นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หรือไม่ หลังกลุ่มผู้เสียหายและภาคประชาชนยื่นเรื่องกล่าวหาผู้บริหารสตาร์บัคส์เกาหลีและชินเซเก กรุ๊ป ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นและหมิ่นประมาท รวมถึงอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยขบวนการประชาธิปไตย 18 พฤษภาคม
ต้นเหตุของข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อสตาร์บัคส์เกาหลีจัดแคมเปญส่งเสริมการขายแก้วน้ำสเตนเลสชื่อ "เอสเอส แทงก์" พร้อมกำหนดวันที่ 18 พฤษภาคมเป็น "แทงก์ เดย์" แต่วันที่ 18 พฤษภาคม ตรงกับวันรำลึกการลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยเมืองควังจู ในปี 1980
กระแสต่อต้านทำให้ชินเซเก กรุ๊ป ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 67.5 ในสตาร์บัคส์เกาหลี ต้องยุติแคมเปญภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง พร้อมปลดประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสตาร์บัคส์เกาหลี ขณะที่ชอง ยง-จิน ประธานชินเซเก กรุ๊ป ออกแถลงขอโทษผ่านโทรทัศน์
ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน สตาร์บัคส์เกาหลีปิดร้านทั่วประเทศเร็วกว่าปกติ เพื่อให้พนักงานเข้ารับการอบรมด้านประวัติศาสตร์และความอ่อนไหวทางสังคม ท่ามกลางกระแสคว่ำบาตรแบรนด์และแรงกดดันจากหลายภาคส่วน
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า การตลาดที่ขาดความเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ อาจยกระดับจากความผิดพลาดด้านภาพลักษณ์ไปสู่ความเสียหายทางธุรกิจ การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร และการสอบสวนทางกฎหมายได้
อย่างไรก็ตาม การบุกค้นครั้งนี้ยังเป็นเพียงขั้นตอนรวบรวมหลักฐาน ยังไม่มีข้อสรุปว่าบริษัทหรือผู้บริหารกระทำผิดตามข้อกล่าวหา ขณะที่กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นกับ สตาร์บัคส์เกาหลี ซึ่งบริหารโดยกลุ่มชินเซเก ไม่ใช่การบุกค้นสำนักงานใหญ่ของบริษัทสตาร์บัคส์ในสหรัฐฯ
ที่มารูปภาพ : -
