ORN มั่นใจครึ่งปีหลังโตแรง ตุน Backlog 4.26 พันล้าน ลุยโอน 3 โครงการ ดันรายได้โต 20%

Share on Line Share on Facebook Share on X
ORN มั่นใจครึ่งปีหลังโตแรง ตุน Backlog 4.26 พันล้าน ลุยโอน 3 โครงการ ดันรายได้โต 20%

นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก จากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์หลายโครงการ ได้แก่ โครงการ HABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET, ARISE HILL ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากพม่า จีน และชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสูง และวางเงินดาวน์สัดส่วน 30-50% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์อรสิริน


อีกทั้ง บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,158  ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4, THE ASTRA SAMUI และ ARISE BUSINESS PARK และโครงการแนวราบ 1 โครงการ ได้แก่ บีลีฟ วงแหวน–สันกำแพง 2 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างยอดขายและรายได้ในอนาคต


“ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทมียอดขายสุทธิ (Net Presale) จำนวน 2,207 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 32% และโครงการแนวสูง 68% ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ถึงปี 2571 เพราะทั้งยังมั่นใจว่าผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้”นายปรีดิกร กล่าว 

สรุปข่าว

ORN กางแผนครึ่งปีหลัง 2569 โตเด่นกว่าครึ่งปีแรก ตุน Backlog 4,261 ล้านบาท ลุยโอนกรรมสิทธิ์โครงการ HABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET, ARISE HILL หนุนรับรู้รายได้ต่อเนื่อง เดินหน้าเปิดโครงการใหม่ พัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์กลุ่มเรียลดีมานด์ ตอกย้ำผู้นำอสังหาฯ "EDGE Champion" รายแรกภาคเหนือ ขยายฐานลูกค้าไทยและต่างชาติ เร่งต่อยอดธุรกิจสร้างรายได้ประจำ คอมมูนิตี้มอลล์ โรงเรียนนานาชาติ ธุรกิจทรัพย์มือสอง มั่นใจรายได้โตตามเป้า 20%

นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเติบโตโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก จากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์หลายโครงการ ได้แก่ โครงการ HABITAT MAHIDOL, ARISE VIBE PHUKET, ARISE HILL ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าจากพม่า จีน และชาวรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อสูง และวางเงินดาวน์สัดส่วน 30-50% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์อรสิริน


อีกทั้ง บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 4 โครงการ มูลค่ารวม 3,158  ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ เน็กซ์ เจ็ดยอด 4, THE ASTRA SAMUI และ ARISE BUSINESS PARK และโครงการแนวราบ 1 โครงการ ได้แก่ บีลีฟ วงแหวน–สันกำแพง 2 ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างยอดขายและรายได้ในอนาคต


“ผลการดำเนินงานช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ คาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยบริษัทมียอดขายสุทธิ (Net Presale) จำนวน 2,207 ล้านบาท และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 4,261 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 32% และโครงการแนวสูง 68% ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปีนี้ถึงปี 2571 เพราะทั้งยังมั่นใจว่าผลการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีจะเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้”นายปรีดิกร กล่าว 

นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์พื้นที่ภาคเหนือและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง จากการทยอยฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การเข้ามาของประชากรแฝง นักลงทุนต่างชาติ กลุ่มผู้พำนักระยะยาว (Long Stay) และครอบครัวผู้ปกครองของโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งนับเป็นฐานลูกค้าสำคัญของบริษัท ขณะที่ เชียงใหม่ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในเมืองที่น่าอยู่และดีที่สุดของโลก ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน ส่งผลดีต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะยาว


บริษัทวางกลยุทธ์พัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละทำเล โดยให้ความสำคัญด้านการออกแบบ ฟังก์ชันการอยู่อาศัย และมาตรฐานการก่อสร้างระดับสากล พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของภาคเหนือที่ได้รับมาตรฐาน EDGE Champion สะท้อนแนวคิดการพัฒนาอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการใช้สินเชื่อสีเขียว (Green Loan) เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ


นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) สร้างความมั่นคงของผลประกอบการระยะยาว ปัจจุบันธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ THE BACKYARD มีพื้นที่ให้เช่ารวม 3,026 ตารางเมตร มีผู้เช่าแล้วประมาณ 81% และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569 พร้อมทั้งศึกษาการขยายโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ในทำเลที่มีศักยภาพเพิ่มเติม


ด้านธุรกิจบริหารทรัพย์มือสอง บริษัทเตรียมจัดหาทรัพย์คุณภาพเพิ่มอีกประมาณ 10 ยูนิต แบ่งเป็นบ้าน 30% และคอนโดมิเนียม 70% มูลค่ารวมประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อรีโนเวทและจำหน่ายต่อ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น    

    

ขณะที่ โรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand เตรียมเปิดภาคการศึกษาใหม่ โดยปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 176 คน จากเดิมในปีการศึกษาแรกที่ 81 คน แบ่งเป็นนักเรียนไทยประมาณ 40% และนักเรียนต่างชาติ 60% ได้แก่ จีน เกาหลี พม่า และชาวยุโรป คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป และมีศักยภาพสร้างรายได้ประมาณกว่า 100 ล้านบาทต่อปี

นายอรรคเดช กล่าวเสริมว่า สำหรับยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้นในทุกประเภท สอดคล้องกับการประเมินว่าภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มฟื้นตัว หลังจากก่อนหน้านี้ตลาดหดตัวราว 30% โดยคาดว่าในไตรมาส 2/2569 ยอดโอนกรรมสิทธิ์จะยังเติบโตต่อเนื่อง จากการทยอยรับรู้ยอดโอนของบริษัท อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 3/2569 กำลังซื้อมีแนวโน้มชะลอลงบางส่วน หลังแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐเริ่มลดลง ส่งผลให้ภาพรวมยอดโอนกรรมสิทธิ์อาจชะลอตัวลงเล็กน้อย


ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ได้แก่ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ที่ยังทรงตัวในระดับสูง กำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนต้นทุนวัสดุก่อสร้างและการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงกดดันผู้ประกอบการ


ขณะที่ปัจจัยบวกที่คาดว่าจะช่วยสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ เช่น มาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV และการขยายระยะเวลาลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง นอกจากนี้ ความต้องการที่อยู่อาศัยจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้ามาพำนักระยะยาวและครอบครัวของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ ยังเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด


ในด้านการดำเนินธุรกิจ บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนจากเชียงใหม่สู่ภูเก็ตและเกาะสมุย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าต่างชาติและอานิสงส์จากการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ช่วยกระจายฐานรายได้ ลดการพึ่งพาตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว พร้อมเพิ่มเสถียรภาพของผลตอบแทนและลดความผันผวนของพอร์ตธุรกิจในระยะยาว.