กินได้-ใช้ได้เหมือน? คนเยอรมันเมินยี่ห้อดัง! หันซื้อของห้างผลิตเอง เพราะราคาถูก

Share on Line Share on Facebook Share on X

"เงินเฟ้อ" เปลี่ยนพฤติกรรมคน! เทรนด์ประหยัดเขย่าค้าปลีก "คนเยอรมัน" เมินแบรนด์ดัง หันซื้อของห้างผลิตเองราคาถูก


ไม่ใช่แค่คนไทยที่รู้สึกว่าของแพงขึ้น ผู้บริโภคในหลายประเทศก็ต้องคิดหนักก่อนควักเงินซื้อของเหมือนกัน โดยเฉพาะในยุโรปที่ยังเผชิญผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ก็กระทบต่อวิธีการใช้เงิน 


สิ่งที่น่าสนใจคือ คนจำนวนมากไม่ได้ลดการจับจ่าย แต่เปลี่ยนวิธีเลือกซื้อสินค้าแทน จากที่เคยหยิบแบรนด์ดังเป็นอันดับแรก วันนี้หลายคนเริ่มหันไปมองสินค้าของห้างที่ผลิตเอง แปะตราหรือยี่ห้อของห้างเองเพราะราคาที่ถูกกว่า โปรโมชั่นดีกว่า แถมพบว่าคุณภาพไม่ได้ต่างกันมากนัก ช่วยให้คนประหยัดได้อย่างชัดเจน 


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน รายงานว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป เงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาทบทวนว่า การจ่ายแพงเพื่อซื้อแบรนด์ดังยังคุ้มค่าเหมือนเดิมหรือไม่

สินค้าของห้างเริ่มตีตลาดแบรนด์ดัง


ในยุคนี้ผู้คนตระหนักว่าการใช้จ่ายเงินต้องคุ้มค่า ดังนั้น สินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นกลุ่มแรก ที่คนอาจจะมองว่า ยี่ห้อดัง แบรนด์ดังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น? และทางเลือกที่หาได้ง่าย อย่าง สินค้า "Private Label" หรือ "House Brand" ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างค้าปลีกพัฒนาขึ้นเอง ได้รับความนิยมมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะให้คุณภาพใกล้เคียงกับแบรนด์ชั้นนำ แต่ขายในราคาที่ถูกกว่าพอสมควร


ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งอ้างอิงรายงานของ Handelsblatt และบริษัทวิจัย YouGov ระบุว่า ในปี 2568 ผู้บริโภคเยอรมันใช้จ่ายกับสินค้า Private Label สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสินค้าแบรนด์ผู้ผลิตมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 53% ขณะที่สินค้า Private Label ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 47% เพิ่มขึ้นถึง 6 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงประมาณ 5 ปี ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดค้าปลีกเยอรมนี


ตัวเลขนี้บอกชัดว่า ชื่อแบรนด์ไม่ได้เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อเหมือนในอดีตอีกแล้ว หากสินค้าทำหน้าที่ได้ไม่ต่างกัน คนส่วนใหญ่ก็พร้อมเลือกตัวเลือกที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า

ยุคนี้ซื้อเพราะคุ้ม ไม่ใช่เพราะดัง


แนวโน้มเดียวกันยังพบในหลายประเทศของยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Circana ระบุว่า สินค้า Private Label เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์


นักวิเคราะห์มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังวิกฤตเงินเฟ้อในปี 2565 เมื่อเยอรมนีเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่า 8% จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงาน ค่าไฟ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอาหารปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน แม้ปัจจุบันเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลง แต่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ลดกลับไปเหมือนเดิม ผู้บริโภคจึงเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย และหลายคนก็ไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีก


คนเริ่มไม่เชื่อว่าแบรนด์ดังดีกว่าเสมอ


ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้จากผลสำรวจของ Simon-Kucher ที่พบว่า ผู้บริโภคเยอรมันถึง 81% ตั้งใจจะซื้อสินค้า Private Label ต่อไป แม้ในอนาคตแบรนด์ดังจะลดราคาลงก็ตาม ขณะที่ 57% มองว่าสินค้าแบรนด์ดังมีราคาสูงเกินไป


นั่นหมายความว่า การเลือกซื้อสินค้าของห้างไม่ได้เป็นเพียงทางออกชั่วคราวในช่วงเงินเฟ้อ แต่กำลังกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค หลายคนเริ่มมองว่า สิ่งที่ควรจ่ายคือคุณภาพของสินค้า ไม่ใช่ชื่อเสียงของแบรนด์


แนวคิดแบบนี้กำลังสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรายใหญ่ เพราะสิ่งที่เรียกว่า Brand Premium หรือราคาที่แพงขึ้นจากชื่อเสียงของแบรนด์ อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเหมือนเมื่อก่อน


สรุปข่าว

คนเยอรมันหันซื้อสินค้า Private Label หรือแบรนด์ของห้างมากขึ้น หลังเงินเฟ้อทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากกว่าชื่อแบรนด์ ผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ตั้งใจซื้อสินค้ากลุ่มนี้ต่อ แม้แบรนด์ดังจะลดราคาลง สะท้อนว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายกำลังเปลี่ยนไปอย่างถาวร แนวโน้มดังกล่าวกำลังกดดันแบรนด์ระดับโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในยุโรปและทั่วโลก

"เงินเฟ้อ" เปลี่ยนพฤติกรรมคน! เทรนด์ประหยัดเขย่าค้าปลีก "คนเยอรมัน" เมินแบรนด์ดัง หันซื้อของห้างผลิตเองราคาถูก


ไม่ใช่แค่คนไทยที่รู้สึกว่าของแพงขึ้น ผู้บริโภคในหลายประเทศก็ต้องคิดหนักก่อนควักเงินซื้อของเหมือนกัน โดยเฉพาะในยุโรปที่ยังเผชิญผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน ราคาวัตถุดิบ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ก็กระทบต่อวิธีการใช้เงิน 


สิ่งที่น่าสนใจคือ คนจำนวนมากไม่ได้ลดการจับจ่าย แต่เปลี่ยนวิธีเลือกซื้อสินค้าแทน จากที่เคยหยิบแบรนด์ดังเป็นอันดับแรก วันนี้หลายคนเริ่มหันไปมองสินค้าของห้างที่ผลิตเอง แปะตราหรือยี่ห้อของห้างเองเพราะราคาที่ถูกกว่า โปรโมชั่นดีกว่า แถมพบว่าคุณภาพไม่ได้ต่างกันมากนัก ช่วยให้คนประหยัดได้อย่างชัดเจน 


สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน รายงานว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป เงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ทำให้ผู้บริโภคกลับมาทบทวนว่า การจ่ายแพงเพื่อซื้อแบรนด์ดังยังคุ้มค่าเหมือนเดิมหรือไม่

สินค้าของห้างเริ่มตีตลาดแบรนด์ดัง


ในยุคนี้ผู้คนตระหนักว่าการใช้จ่ายเงินต้องคุ้มค่า ดังนั้น สินค้าอุปโภคบริโภค จึงเป็นกลุ่มแรก ที่คนอาจจะมองว่า ยี่ห้อดัง แบรนด์ดังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น? และทางเลือกที่หาได้ง่าย อย่าง สินค้า "Private Label" หรือ "House Brand" ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างค้าปลีกพัฒนาขึ้นเอง ได้รับความนิยมมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะให้คุณภาพใกล้เคียงกับแบรนด์ชั้นนำ แต่ขายในราคาที่ถูกกว่าพอสมควร


ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน ซึ่งอ้างอิงรายงานของ Handelsblatt และบริษัทวิจัย YouGov ระบุว่า ในปี 2568 ผู้บริโภคเยอรมันใช้จ่ายกับสินค้า Private Label สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยสินค้าแบรนด์ผู้ผลิตมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 53% ขณะที่สินค้า Private Label ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 47% เพิ่มขึ้นถึง 6 จุดเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาเพียงประมาณ 5 ปี ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดค้าปลีกเยอรมนี


ตัวเลขนี้บอกชัดว่า ชื่อแบรนด์ไม่ได้เป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจซื้อเหมือนในอดีตอีกแล้ว หากสินค้าทำหน้าที่ได้ไม่ต่างกัน คนส่วนใหญ่ก็พร้อมเลือกตัวเลือกที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า

ยุคนี้ซื้อเพราะคุ้ม ไม่ใช่เพราะดัง


แนวโน้มเดียวกันยังพบในหลายประเทศของยุโรป ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Circana ระบุว่า สินค้า Private Label เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์


นักวิเคราะห์มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังวิกฤตเงินเฟ้อในปี 2565 เมื่อเยอรมนีเผชิญเงินเฟ้อสูงกว่า 8% จากผลกระทบของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ราคาพลังงาน ค่าไฟ ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบอาหารปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน แม้ปัจจุบันเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอลง แต่ราคาสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ลดกลับไปเหมือนเดิม ผู้บริโภคจึงเริ่มปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย และหลายคนก็ไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีก


คนเริ่มไม่เชื่อว่าแบรนด์ดังดีกว่าเสมอ


ความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้จากผลสำรวจของ Simon-Kucher ที่พบว่า ผู้บริโภคเยอรมันถึง 81% ตั้งใจจะซื้อสินค้า Private Label ต่อไป แม้ในอนาคตแบรนด์ดังจะลดราคาลงก็ตาม ขณะที่ 57% มองว่าสินค้าแบรนด์ดังมีราคาสูงเกินไป


นั่นหมายความว่า การเลือกซื้อสินค้าของห้างไม่ได้เป็นเพียงทางออกชั่วคราวในช่วงเงินเฟ้อ แต่กำลังกลายเป็นพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค หลายคนเริ่มมองว่า สิ่งที่ควรจ่ายคือคุณภาพของสินค้า ไม่ใช่ชื่อเสียงของแบรนด์


แนวคิดแบบนี้กำลังสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรายใหญ่ เพราะสิ่งที่เรียกว่า Brand Premium หรือราคาที่แพงขึ้นจากชื่อเสียงของแบรนด์ อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเหมือนเมื่อก่อน


แบรนด์ดังเริ่มได้รับผลกระทบจริง


ผลกระทบเริ่มเห็นชัดขึ้นในหลายบริษัท หนึ่งในนั้นคือ Ritter Sport ผู้ผลิตช็อกโกแลตชื่อดังของเยอรมนี ที่ต้องเผชิญภาวะขาดทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อกว่า 114 ปีก่อน บริษัทต้องลดจำนวนพนักงานและปรับโครงสร้างธุรกิจ หลังต้นทุนโกโก้ น้ำตาล และพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้บริโภคไม่ยอมรับการขึ้นราคาสินค้า


กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่และมีชื่อเสียง หากไม่สามารถสร้างความแตกต่างที่ชัดเจน ก็อาจเสียลูกค้าให้กับสินค้า Private Label ได้เช่นกัน


โรงงานเดียว ผลิตทั้งแบรนด์ดังและแบรนด์ของห้าง


อีกเรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ สินค้า Private Label จำนวนไม่น้อย ผลิตจากโรงงานเดียวกับสินค้าแบรนด์ดัง เพียงแต่ใช้สูตรหรือมาตรฐานที่แตกต่างกันตามความต้องการของลูกค้า


สำหรับโรงงาน แนวทางนี้ช่วยให้ใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่ ลดต้นทุน และมีรายได้จากหลายช่องทาง ผู้เชี่ยวชาญจึงมองว่า ผู้ผลิตที่อยู่รอดในอนาคตจะเป็นผู้ที่ทำได้ทั้งสร้างแบรนด์ของตัวเอง และรับจ้างผลิตให้กับห้างค้าปลีกไปพร้อมกัน


เทรนด์นี้กำลังเกิดขึ้นทั่วยุโรป


ผู้เชี่ยวชาญจาก Accenture ระบุว่า ทุกวันนี้สินค้า Private Label ไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยกระดับทั้งคุณภาพ การออกแบบ และนวัตกรรม จนสามารถแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลกได้มากขึ้น


ขณะที่ข้อมูลจาก PLMA ระบุว่า หลายประเทศในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสเปน เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม หรือสวิตเซอร์แลนด์ ต่างมีส่วนแบ่งตลาดของสินค้า Private Label เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และบางประเทศมียอดขายมากกว่าครึ่งของตลาดแล้ว


นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้ค้าปลีกไม่ได้เป็นเพียงคนขายสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังสร้างแบรนด์ของตัวเองให้แข็งแกร่ง จนกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงของผู้ผลิตรายใหญ่

บทสรุป


เรื่องที่เกิดขึ้นในเยอรมนี อาจดูเหมือนเป็นเพียงการเลือกซื้อของราคาถูก แต่ในความเป็นจริง นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพฤติกรรมผู้บริโภค เมื่อผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับ "ความคุ้มค่า" มากกว่าชื่อแบรนด์


และเมื่อผู้บริโภคเปลี่ยน วิธีทำธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนตาม เพราะในวันที่ทุกคนใช้เงินอย่างระมัดระวัง ดังนั้นแบรนด์ดังหรือชื่อเสียงที่ดีอาจจะไม่ใช่จุดได้เปรียบอีกต่อไป เพราะในยุคที่เงินเฟ้อเร่งตัวเช่นนี้ สิ่งที่ทำให้คนยอมจ่ายเงินซื้อของคือความคุ้มค่ามากกว่านั่นเอง  

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ