สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน รายงานว่า ถึงปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่ตอนนี้เงินเฟ้อได้กระทบไปถึงราคาสินค้า และได้เปลี่ยน "วิธีคิดของผู้บริโภค"
คนเยอรมัน เริ่มตั้งคำถามว่า ทำไพวกเขาจึงต้องจ่ายเงินแพงกว่าเดิมเพื่อซื้อสินค้ายี่ห้อดัง ในเมื่อสินค้าแบรนด์ของห้างหรือ Private Label หรือ House Brand ก็ให้คุณภาพใกล้เคียงกัน
สรุปข่าว
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเบอร์ลิน รายงานว่า ถึงปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเยอรมนี ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป ที่ตอนนี้เงินเฟ้อได้กระทบไปถึงราคาสินค้า และได้เปลี่ยน "วิธีคิดของผู้บริโภค"
คนเยอรมัน เริ่มตั้งคำถามว่า ทำไพวกเขาจึงต้องจ่ายเงินแพงกว่าเดิมเพื่อซื้อสินค้ายี่ห้อดัง ในเมื่อสินค้าแบรนด์ของห้างหรือ Private Label หรือ House Brand ก็ให้คุณภาพใกล้เคียงกัน
ในปี 2568 ผู้บริโภคเยอรมัน ใช้จ่ายกับสินค้า Private Label หรือ House Brand มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
โดยปัจจุบัน แบรนด์ผู้ผลิต (Manufacturer Brand) มีแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 53% ขณะที่สินค้า Private Label หรือ House Brand อยู่ที่ระดับ 47% ซึ่งตัวเลขนี้พุ่งขึ้นมาถึง 6 จุดเปอร์เซ็นต์ ภายในเวลาประมาณ 5 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดค้าปลีกเยอรมนี
ยุคนี้ ยุคแห่งความคุ้มค่า จะใช้เงินแต่ละบาทก็ต้องคิดให้ดี คนยุโรปก็คิดแบบนี้เหมือนกัน จะใช้เงินแต่ละยูโร ดูให้คุ้มค่า ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และค้นพบว่า สินค้าแบรนด์ของห้างก็สามารถตอบโจทย์ได้เหมือนกัน กินได้ ใช้ได้ ไม่ต่างจากสินค้าแบรนด์ดัง
ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH
ที่มารูปภาพ : canva
Producer TNN WEALTH
