MTS Gold ชี้ทองคำฟื้นตัว ลุ้นเฟดเบรกดอกเบี้ย ดันเป้าแตะ 70,000 บาท

Share on Line Share on Facebook Share on X

สัญญานราคาทองคำเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากปรับฐานลงไปทดสอบแนวรับสำคัญทางเทคนิค ล่าสุด นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ได้ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มตลาดในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม โดยชี้ว่าตลาดทองคำได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดรอบนี้ไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานเพื่อเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นรอบใหม่

เปิด 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำพ้นจุดต่ำสุด

นพ.กฤชรัตน์ ระบุว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาเกือบ 30% จากยอดดอยเดิมที่ระดับ 5,600 เหรียญสหรัฐฯ ลงมาทำจุดต่ำสุดและสร้างแนวรับที่แข็งแกร่งในลักษณะ Triple Bottom บริเวณ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสภาวะขาลงในรอบนี้มีแนวโน้มสิ้นสุดลงแล้วเนื่องจากปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจดังต่อไปนี้:

  • ถ้อยแถลงของกรรมการเฟด บทสัมภาษณ์ของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของสภาวะเงินเฟ้อเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง ส่งผลให้มุมมองของตลาดที่เคยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ เริ่มเปลี่ยนน้ำหนักเป็น "อาจจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย" ซึ่งถือเป็นปัจจัยปลดล็อกสำคัญของราคาทองคำ

  • ราคาน้ำมันดิบร่วงกดดันเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงราว 30-40% จากระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ในเดือนก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่บริเวณ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์สงครามที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับกลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันและเริ่มมีสภาวะการผลิตที่แตกแถว ซึ่ง นพ.กฤชรัตน์ คาดว่าราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นมีโอกาสหลุด 70 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว (คาดว่าจะเริ่มเห็นผลบวกต่อตัวเลขเงินเฟ้อชัดเจนขึ้นในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน เนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อที่ระดับ 4.2% ในเดือนที่ผ่านมายังต้องใช้เวลา 1-2 เดือนในการสะท้อนผลจากการลดลงของราคาน้ำมัน)

สรุปข่าว

สัญญาณราคาทองคำกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ประเมินตลาดทองคำผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จับตาธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเบรกขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังทิศทางเงินเฟ้อและราคาน้ำมันชะลอตัวลง พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ชี้หากราคาทองโลกทะลุแนวต้าน 4,500 เหรียญสหรัฐฯ ได้ ราคาทองไทยมีโอกาสปรับขึ้นไปแตะระดับ 70,000 บาท

สัญญานราคาทองคำเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนหลังจากปรับฐานลงไปทดสอบแนวรับสำคัญทางเทคนิค ล่าสุด นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก (MTS Gold) ได้ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มตลาดในรายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 6 กรกฎาคม โดยชี้ว่าตลาดทองคำได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดรอบนี้ไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงปรับฐานเพื่อเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นรอบใหม่

เปิด 3 ปัจจัยหนุนราคาทองคำพ้นจุดต่ำสุด

นพ.กฤชรัตน์ ระบุว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาเกือบ 30% จากยอดดอยเดิมที่ระดับ 5,600 เหรียญสหรัฐฯ ลงมาทำจุดต่ำสุดและสร้างแนวรับที่แข็งแกร่งในลักษณะ Triple Bottom บริเวณ 4,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งสภาวะขาลงในรอบนี้มีแนวโน้มสิ้นสุดลงแล้วเนื่องจากปัจจัยบวกทางเศรษฐกิจดังต่อไปนี้:

  • ถ้อยแถลงของกรรมการเฟด บทสัมภาษณ์ของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของสภาวะเงินเฟ้อเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง ส่งผลให้มุมมองของตลาดที่เคยคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนนี้ เริ่มเปลี่ยนน้ำหนักเป็น "อาจจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย" ซึ่งถือเป็นปัจจัยปลดล็อกสำคัญของราคาทองคำ

  • ราคาน้ำมันดิบร่วงกดดันเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลงราว 30-40% จากระดับ 100 เหรียญสหรัฐฯ ในเดือนก่อนหน้า ลงมาอยู่ที่บริเวณ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากสถานการณ์สงครามที่เริ่มคลี่คลาย ประกอบกับกลุ่ม OPEC+ มีมติเพิ่มเพดานการผลิตน้ำมันและเริ่มมีสภาวะการผลิตที่แตกแถว ซึ่ง นพ.กฤชรัตน์ คาดว่าราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นมีโอกาสหลุด 70 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในระยะยาว (คาดว่าจะเริ่มเห็นผลบวกต่อตัวเลขเงินเฟ้อชัดเจนขึ้นในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน เนื่องจากสภาวะเงินเฟ้อที่ระดับ 4.2% ในเดือนที่ผ่านมายังต้องใช้เวลา 1-2 เดือนในการสะท้อนผลจากการลดลงของราคาน้ำมัน)

  • ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Non-farm payroll) ล่าสุดประกาศออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก สะท้อนว่าสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนแอและไม่เอื้อต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด

กลยุทธ์ลงทุนทองคำระยะสั้น-ระยะยาว

สภาวะตลาดทองคำในปัจจุบันเพิ่งเริ่มกลับทิศทางจากจุดต่ำสุด (Bottom) และกำลังเข้าสู่สภาวะแนวต้านสำคัญในระยะสั้นทั้งทางเทคนิคและทางจิตวิทยา โดยมีคำแนะนำสำหรับนักลงทุนแต่ละกลุ่มดังนี้

  • นักลงทุนระยะสั้น แนะนำให้กลับเข้าสู่ตลาดเพื่อเก็งกำไรตามรอบการแกว่งตัว เนื่องจากตลาดเปลี่ยนสภาวะจากขาลง (Down Trend) เข้าสู่สภาวะแกว่งตัวทางข้างถึงปรับตัวขึ้น (Sideway ถึง Sideway Up) โดยขยับกรอบแนวรับขึ้นมาอยู่ที่ 4,100 เหรียญสหรัฐฯ (ทองไทยประมาณ 64,000 บาท) และมีกรอบแนวต้านระยะสั้นของสัปดาห์นี้อยู่ที่ 4,100 - 4,300 เหรียญสหรัฐฯ

  • นักลงทุนระยะยาว แนะนำให้ทยอยเดินหน้าเก็บสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยราคาทองคำโลกกำลังทดสอบแนวต้านระยะสั้นที่ 4,200 เหรียญสหรัฐฯ (ทองไทยบริเวณ 65,700 บาท) หากสามารถยืนเหนือระดับนี้ได้อีก 2 วัน จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 4,300, 4,400 และ 4,500 เหรียญสหรัฐฯ ตามลำดับ

  • โอกาสทองไทยแตะ 70,000 บาท หากราคาทองคำแท่งในตลาดโลกสามารถทะลุผ่านและยืนเหนือแนวต้านสำคัญที่ 4,500 เหรียญสหรัฐฯ ได้ จะเป็นการยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้นอย่างยั่งยืน ซึ่งจะดันให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 4,000 บาท และเริ่มขึ้นไปแตะระดับ 70,000 บาท

สมมติฐานและแนวรับแนวต้านทั้งหมดนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ เฟดจะต้องไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หากเฟดมีการส่งสัญญาณขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อใด นักลงทุนจำเป็นจะต้องกลับมารีเซ็ตกลยุทธ์รวมถึงแนวรับแนวต้านใหม่อีกครั้ง

จากอดีตช่างภาพภาคสนาม ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นโปรดิวเซอร์สายเศรษฐกิจ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญการลงทุน แต่ถนัดย่อยกราฟหุ้นยากๆ ให้เป็นคอนเทนต์เข้าใจง่าย ขับเคลื่อนชีวิตด้วยอเมริกาโน่เย็นไม่หวาน