หุ้นไทยวันนี้ 3 กรกฎาคม 2569 ปิดพุ่ง 17.72 จุด ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี

Share on Line Share on Facebook Share on X
หุ้นไทยวันนี้ 3 กรกฎาคม 2569 ปิดพุ่ง 17.72 จุด ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี

วันนี้ ( 3 ก.ค. 69 )ภาวะตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปิดตลาดที่ระดับ 1,611.28 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.72 จุด หรือ +1.11% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 80,492.88 ล้านบาท โดยดัชนีปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 1,621.19 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,598.30 จุด ภาพรวมตลาดได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลง หลังตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ยังคงไหลเข้าซื้อหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปอย่างต่อเนื่อง

สรุปข่าว

หุ้นไทยปิดพุ่ง 17.72 จุด ยืนแกร่งเหนือ 1,600 จุด ทำนิวไฮในรอบ 3 ปี รับอานิสงส์บอนด์ยีลด์ร่วง ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหนุนหุ้นใหญ่ ส่องกลยุทธ์สัปดาห์หน้าด่วน

วันนี้ ( 3 ก.ค. 69 )ภาวะตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปิดตลาดที่ระดับ 1,611.28 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.72 จุด หรือ +1.11% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 80,492.88 ล้านบาท โดยดัชนีปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 1,621.19 จุด และจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,598.30 จุด ภาพรวมตลาดได้รับแรงหนุนจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ที่ปรับตัวลดลง หลังตัวเลขภาคแรงงานสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ ประกอบกับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ยังคงไหลเข้าซื้อหุ้นกลุ่มบิ๊กแคปอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยทะยานแตะ High ในรอบ 3 ปี

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรงสอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ที่เป็นบวก โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก:

1.การอ่อนตัวลงของ Dollar Index และ Bond Yield สหรัฐฯ: หลังจากตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้นักลงทุนประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสน้อยลงที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึงตลาดหุ้นไทย

2.แรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ (Sector Rotation): ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากการกระจายตัวเข้าซื้อหุ้นบิ๊กแคปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เช่น กลุ่มพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร และธนาคาร โดยมีหุ้นนำตลาด อาทิ DELTA, PTT, ADVANC, GULF, BAY, AOT, TRUE, GPSC, SCC และ BDMS

    3.ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลกลับเข้าสะสม: เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มพลิกกลับเข้ามาซื้อสุทธิอีกครั้งในเดือนมิถุนายน หลังจากช่วงต้นปี (ม.ค.-ก.พ.) มีการยอดซื้อสะสมกว่า 6 หมื่นล้านบาท และมีการขายทำกำไรสลับออกมาระหว่างทางประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

สรุปภาพรวมการซื้อขายหลักทรัพย์วันนี้: มีหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 354 หลักทรัพย์ ลดลง 114 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 197 หลักทรัพย์ ขณะที่กลุ่มพลังงานอย่าง PTT และ PTTEP เริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาเด่นชัด แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

เปิดกลยุทธ์การลงทุนหุ้นเด่นสัปดาห์หน้า

สถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวออกข้าง (Sideways) เพื่อรอความชัดเจนจากปัจจัยสำคัญทั้งในและต่างประเทศ โดยได้แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะสั้น (เก็งกำไรตาม Momentum): เน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นที่เม็ดเงินฟันด์โฟลว์ไหลเข้าเด่นชัด โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เช่น TCAP, SCB และ KKP อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตั้งจุดล็อกกำไร (Trailing Stop) เพื่อควบคุมความเสี่ยง เนื่องจากตลาดรอทดสอบจิตวิทยาจากการประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ของ TISCO ในวันที่ 14 กรกฎาคม ซึ่งหากตัวเลขออกมาตึงตัว อาจเกิดแรงขาย Sell-on-fact ได้
  • ระยะถัดไป (Sector Rotation): หากดัชนีเริ่มส่งสัญญาณสลับกลุ่มเล่น แนะนำให้โยกเงินเข้าสะสมกลุ่มหุ้นอุปโภคบริโภคในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากสภาวะเอลนีโญ (El Nino) ได้แก่ กลุ่มเครื่องดื่ม (OSP, CBG, ICHI) และกลุ่มปศุสัตว์ (CPF, BTG, GFPT)

ปัจจัยเศรษฐกิจที่ต้องติดตาม

  • ปัจจัยในประเทศ: ติดตามศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ซึ่งหากไม่มีประเด็นเชิงลบ จะเป็นปัจจัยหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นต่อได้
  • ปัจจัยต่างประเทศ: ติดตามการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI), รายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) รวมถึงสถานการณ์เจรจาสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง

บล.บัวหลวง ประเมินกรอบแนวรับสัปดาห์หน้าที่ 1,580 จุด และแนวต้านที่ 1,640 จุด

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินกรอบแนวรับที่ 1,605 จุด และแนวต้านที่ 1,620 จุด

5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด

1.GULF | มูลค่าการซื้อขาย 4,955.89 ล้านบาท | ปิดที่ 63.50 บาท (เพิ่มขึ้น 0.50 บาท)

2. KBANK | มูลค่าการซื้อขาย 4,098.59 ล้านบาท | ปิดที่ 233.00 บาท (ราคาไม่เปลี่ยนแปลง)

3.PTT | มูลค่าการซื้อขาย 3,649.58 ล้านบาท | ปิดที่ 37.00 บาท (เพิ่มขึ้น 1.25 บาท)

4.KTB | มูลค่าการซื้อขาย 3,591.61 ล้านบาท | ปิดที่ 40.00 บาท (เพิ่มขึ้น 0.25 บาท)

5.DELTA | มูลค่าการซื้อขาย 3,526.53 ล้านบาท | ปิดที่ 315.00 บาท (เพิ่มขึ้น 3.00 บาท)

ที่มาข้อมูล : ตลาดหุ้นไทย

ที่มารูปภาพ : TNN

นักข่าวสายโซเชียล รายงานข่าวประเด็นสังคมและความเคลื่อนไหว เน้นการนำเสนอการสรุปข้อมูลที่รวดเร็ว ชัดเจน และเข้าใจง่าย