สงครามเผาเงิน 4 หมื่นล้าน! "สหรัฐฯ" กระเป๋าฉีกเสี่ยงหนี้พุ่ง คนอเมริกันกระทบกว่าที่คิด
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะเริ่มคลี่คลายลง แต่สิ่งที่ยังคงดำเนินต่อไป คือ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการสู้รบ
คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด แต่คือสหรัฐอเมริกาจะต้องแบกรับภาระที่เกิดขึ้นอีกนานแค่ไหน? และประชาชนชาวอเมริกันจะได้รับผลกระทบมากเพียงใด?
หนึ่งในตัวเลขที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการประเมินจาก Center for Strategic and International Studies (CSIS) ที่ระบุว่า ต้นทุนเบื้องต้นของความขัดแย้งครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ความเสียหายของฐานทัพ ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
4 หมื่นล้านดอลลาร์ อาจไม่ใช่ตัวเลขเล็กสำหรับสหรัฐฯ อีกต่อไป
หลายคนอาจมองว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เงินจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในความเป็นจริง วันนี้สถานะการคลังของสหรัฐฯ ไม่เหมือนในอดีตอีกต่อไป
ตัวเลข 40,000 ล้านดอลลาร์ถือว่าใกล้เคียงกับงบประมาณทั้งปีของหลายกระทรวงในสหรัฐฯ หรือมากกว่างบประมาณของหลายประเทศขนาดเล็ก
ที่สำคัญ เวลานี้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญภาระหนี้สาธารณะในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุ 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อรัฐบาลต้องใช้งบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงภาระการกู้ยืมที่มากขึ้น หรืออีกทางหนึ่ง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณในด้านอื่นเพื่อชดเชยรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
สงครามนอกประเทศ แต่คนอเมริกันต้องจ่ายราคา
ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ เพราะหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลกับสงครามในต่างประเทศ ในขณะที่ประชาชนภายในประเทศกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากต้องเผชิญกับค่าอาหาร ค่าบ้าน ค่าเช่า และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเติบโตไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อ
หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด คือด้านพลังงาน เพราะตลาดน้ำมันโลกเชื่อมโยงกันผ่านกลไกราคา เมื่อความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันทั่วโลกจึงปรับตัวสูงขึ้นทันที
สรุปข่าว
สงครามเผาเงิน 4 หมื่นล้าน! "สหรัฐฯ" กระเป๋าฉีกเสี่ยงหนี้พุ่ง คนอเมริกันกระทบกว่าที่คิด
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน จะเริ่มคลี่คลายลง แต่สิ่งที่ยังคงดำเนินต่อไป คือ ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการสู้รบ
คำถามสำคัญในเวลานี้จึงไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด แต่คือสหรัฐอเมริกาจะต้องแบกรับภาระที่เกิดขึ้นอีกนานแค่ไหน? และประชาชนชาวอเมริกันจะได้รับผลกระทบมากเพียงใด?
หนึ่งในตัวเลขที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือการประเมินจาก Center for Strategic and International Studies (CSIS) ที่ระบุว่า ต้นทุนเบื้องต้นของความขัดแย้งครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการทางทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ความเสียหายของฐานทัพ ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง
4 หมื่นล้านดอลลาร์ อาจไม่ใช่ตัวเลขเล็กสำหรับสหรัฐฯ อีกต่อไป
หลายคนอาจมองว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เงินจำนวน 40,000 ล้านดอลลาร์อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ในความเป็นจริง วันนี้สถานะการคลังของสหรัฐฯ ไม่เหมือนในอดีตอีกต่อไป
ตัวเลข 40,000 ล้านดอลลาร์ถือว่าใกล้เคียงกับงบประมาณทั้งปีของหลายกระทรวงในสหรัฐฯ หรือมากกว่างบประมาณของหลายประเทศขนาดเล็ก
ที่สำคัญ เวลานี้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญภาระหนี้สาธารณะในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุ 37 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เมื่อรัฐบาลต้องใช้งบประมาณด้านการทหารเพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงภาระการกู้ยืมที่มากขึ้น หรืออีกทางหนึ่ง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องตัดลดงบประมาณในด้านอื่นเพื่อชดเชยรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
สงครามนอกประเทศ แต่คนอเมริกันต้องจ่ายราคา
ประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ เพราะหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า รัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลกับสงครามในต่างประเทศ ในขณะที่ประชาชนภายในประเทศกำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันจำนวนมากต้องเผชิญกับค่าอาหาร ค่าบ้าน ค่าเช่า และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ของประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเติบโตไม่ทันกับอัตราเงินเฟ้อ
หนึ่งในผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุด คือด้านพลังงาน เพราะตลาดน้ำมันโลกเชื่อมโยงกันผ่านกลไกราคา เมื่อความเสี่ยงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันทั่วโลกจึงปรับตัวสูงขึ้นทันที
ราคาน้ำมันพุ่ง ต้นทุนชีวิตเพิ่ม
ในช่วงที่การสู้รบรุนแรงที่สุด ราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน จากระดับต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ขยับขึ้นเกินกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในหลายพื้นที่ สำหรับชาวอเมริกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันโดยตรง
นักวิเคราะห์ประเมินว่า ครัวเรือนอเมริกันมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมากกว่า 250 ดอลลาร์ต่อครัวเรือน ตลอดช่วงที่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังภาคเกษตรกรรมและภาคขนส่ง จากราคาดีเซลที่บางช่วงปรับตัวสูงกว่า 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ท้ายที่สุด ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังราคาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระในที่สุด
เงินเฟ้อยังไม่จบ ดอกเบี้ยยังลดไม่ได้
อีกผลกระทบสำคัญ คือแรงกดดันต่อ "เงินเฟ้อ" ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การควบคุมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ทำได้ยากขึ้น
เมื่อเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จึงไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และสินเชื่อธุรกิจ ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจที่มีภาระหนี้
ภาระกลาโหมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากต้นทุนโดยตรงจากสงครามแล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังต้องเร่งจัดซื้ออาวุธเพื่อเติมคลังสำรองที่ถูกใช้ไป รายงานหลายฉบับระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธร่อน Tomahawk เป็นจำนวนมากระหว่างความขัดแย้ง โดยขีปนาวุธแต่ละลูกมีราคาประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ยื่นคำของบประมาณเพิ่มเติมต่อรัฐสภาสหรัฐฯ มูลค่า 87,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย 67,150 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2 ใน 3 ของวงเงินทั้งหมด เป็นงบสำหรับกระทรวงกลาโหม เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายจากสงครามกับอิหร่านและการฟื้นฟูศักยภาพทางทหาร
ทำให้ภาระทางการคลังของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก และกลายเป็นประเด็นถกเถียงในรัฐสภาเกี่ยวกับหนี้สาธารณะและลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายภาครัฐ
ตลาดหุ้นแข็งแรง แต่ตลาดพันธบัตรส่งสัญญาณเตือน
แม้เศรษฐกิจจริงจะเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับสามารถปรับตัวขึ้นและทำสถิติสูงสุดใหม่ในหลายช่วงเวลา
นักวิเคราะห์มองว่า นักลงทุนเชื่อว่าสงครามจะไม่ขยายวงกว้าง และบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ยังสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง
แม้ตลาดหุ้นจะยังเดินหน้าทำสถิติใหม่ แต่ภาพดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเศรษฐกิจทั้งหมด ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดพันธบัตรกลับส่งสัญญาณเตือนถึงความกังวลของนักลงทุน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี สะท้อนความกังวลต่อภาระหนี้สาธารณะและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ
เมื่อรัฐบาลต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐก็สูงขึ้น และท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับมาในรูปของภาระภาษีของประชาชนในอนาคต
อีกประเด็นที่หลายฝ่ายจับตา คือภาระดอกเบี้ยหนี้สาธารณะที่รัฐบาลกลางต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี และการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมอาจทำให้ภาระดังกล่าวสูงขึ้นไปอีก
บทสรุป
ต้นทุนของสงครามในตะวันออกกลางอาจเริ่มต้นที่ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ในอนาคต คำถามสำคัญคือ เงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ไปนั้นคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคำตอบจากรัฐบาลสหรัฐฯ และผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
สิ่งที่เห็นได้ชัดในเวลานี้คือ ผลกระทบไม่ได้ตกอยู่กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังส่งผ่านไปยังประชาชนชาวอเมริกันในรูปของค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และภาระดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกัน แรงกระเพื่อมจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ที่ต้องเผชิญความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการค้า และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกตามไปด้วย.
- เหรียญคริปโตทรัมป์สร้างรายได้พันล้านดอลลาร์ หลังทรัมป์แจงรายได้ประจำปี
- อิหร่านจ่อหารือกาตาร์ย้ำต่างชาติห้ามเก็บทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ
- "ทรัมป์" เผาเงิน 4 หมื่นล้าน ทำสงคราม กระทบปากท้องคนอเมริกัน
- รัฐบาล ขยายลดค่าบริการ การเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน
- สหรัฐฯ-อิหร่าน ตกลง หยุดโจมตีชั่วคราว คุยหาทางออกฮอร์มุซที่กาตาร์
ที่มาข้อมูล : CNN Reuters Bloomberg Associated Press (AP)
ที่มารูปภาพ : Reuters GPT Image
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
