สศค. ชี้เศรษฐกิจไทย เดือน พ.ค. ได้แรงหนุน ท่องเที่ยว-ส่งออก ขยายตัว

Share on Line Share on Facebook Share on X
สศค. ชี้เศรษฐกิจไทย เดือน พ.ค. ได้แรงหนุน ท่องเที่ยว-ส่งออก ขยายตัว

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกสินค้ายังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์การผลิตภาคอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย


การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.2% และ 2.9% ตามลำดับ สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.3%


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.5 จากระดับ 50.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน


ด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 19.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -14.7% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3.8% 


สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 3.9% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.3% และภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8.6% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -0.6%


มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 10.6% และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 8.6% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเม็ดพลาสติก โดยขยายตัว 32.5% และ 17.4% ตามลำดับ


นอกจากนี้ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 5.2% และ 3.1% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกยางพารา น้ำตาลทราย และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อาเซียน (5) สหภาพยุโรป (15) และญี่ปุ่น โดยขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 33.5% 29.7% 12.1% และ 11.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน (4) และอินเดีย ลดลง -16.1% และ -10.3% ตามลำดับ

สรุปข่าว

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกสินค้ายังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง เเต่ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์การผลิตภาคอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกสินค้ายังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์การผลิตภาคอุตสาหกรรม ราคาน้ำมันในตลาดโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ต้นทุนการผลิต และการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย


การบริโภคภาคเอกชนมีสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 15.2% และ 2.9% ตามลำดับ สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 2.3%


ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.5 จากระดับ 50.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย และเพิ่มภาระค่าครองชีพของประชาชน


ด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 19.6% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 0.9% ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -14.7% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3.8% 


สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 3.9% แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.3% และภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8.6% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -0.6%


มูลค่าการส่งออกสินค้า ขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในอัตราชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 34,333.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 10.6% และถือเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 23 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ 8.6% ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และเม็ดพลาสติก โดยขยายตัว 32.5% และ 17.4% ตามลำดับ


นอกจากนี้ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และอาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัว 5.2% และ 3.1% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกยางพารา น้ำตาลทราย และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อาเซียน (5) สหภาพยุโรป (15) และญี่ปุ่น โดยขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 33.5% 29.7% 12.1% และ 11.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน (4) และอินเดีย ลดลง -16.1% และ -10.3% ตามลำดับ

เศรษฐกิจไทยด้านอุปทานโดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนโดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนพฤษภาคม 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.35 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 3.5% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 5.9% ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนพฤษภาคม 2569 จำนวน 24.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2.2% และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ 2.4% ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนพฤษภาคม 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -0.3% และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -1.1% ตามการลดลงในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง อย่างไรก็ดี ยางพารา ข้าวโพด และหมวดไม้ผล เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน


สำหรับภาคอุตสาหกรรมสะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 84.7 จากระดับ 85.3 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการ มีความกังวลจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ค่าดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50.0 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะขยายตัว


เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดีสะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 2.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.92% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 66.6% ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 287.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 51.8 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 จุด ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดือนก่อนหน้า ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 51.3 จุด เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 51.2 จุด บ่งชี้ทิศทางของภาคบริการที่ยังคงขยายตัว


สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยวมีทิศทางชะลอลง เนื่องจากแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อรับมือกับสถานการณ์เงินเฟ้อ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รวมทั้งมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ


ขณะที่ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น โดยในตลาดตราสารทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 114,176.66 ล้านบาท จากนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการซื้อสุทธิ 11,218.12 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 124 มิ.ย.) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 372.52 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิอยู่ที่ 37,676.11 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีการซื้อสุทธิ 3,840.54 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 5,948.81 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี ในภาพรวมตั้งแต่ต้นปี มียอดขายสุทธิ -61,351.51 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีการขายสุทธิในวันดังกล่าว -249.03 ล้านบาท ขณะที่นับตั้งแต่ต้นเดือนมีสถานะซื้อสุทธิรวม 2,175.37 ล้านบาท และยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 11,854.73 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ -14,809.63 ล้านบาท และนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิรวม -8,496.69 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 11,820.66 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนต่างชาติมีส่วนสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย


สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 24 มิ.ย. 69 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิ 1,530 ล้านบาท ขณะที่นับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะขายสุทธิรวม -24,942.34 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 21,207.81 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน


ที่มาข้อมูล : Ryt9.com

ที่มารูปภาพ : TNN Wealth