โอกาสทองของข้าวไทย เมื่อโลกกังวลวิกฤตอาหาร
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ "ข้าว" ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรกว่าครึ่งโลก
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็น "โอกาสทอง" ของประเทศไทย หนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก เพราะความต้องการที่เพิ่มขึ้นเปิดช่องให้ไทยขยายตลาดใหม่ และผลักดันการส่งออกให้เติบโต แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่นก็ตาม
สงครามกระทบอิรัก แต่เปิดประตูตลาดใหม่ทั่วโลก
แม้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของไทย ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบดังกล่าวกลับสร้างโอกาสในอีกด้านหนึ่ง
กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า หลายประเทศเริ่มเร่งสำรองอาหาร เนื่องจากกังวลผลกระทบของสงคราม รวมถึงความเสี่ยงจากภัยแล้งที่อาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรในหลายภูมิภาค ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศไทยจึงได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งผลิตข้าวคุณภาพ และสามารถขยายตลาดจากประเทศเดิมไปยังตลาดใหม่ได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ซึ่งยังมีศักยภาพการเติบโตสูง
ชื่อเสียง "ข้าวไทย" คือแต้มต่อสำคัญบนเวทีโลก
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผู้ซื้อทั่วโลกยังคงเลือกข้าวไทย คือภาพลักษณ์ด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า
กระทรวงพาณิชย์มองว่า ตลาดในแอฟริกาและลาตินอเมริกามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จึงเตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับหลายประเทศ เช่น เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคโลกมากขึ้น รวมถึงขยายตลาดใหม่ผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในประเทศศักยภาพทั่วโลก
ราคาข้าวโลกเริ่มฟื้น หนุนรายได้ไทย
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือ ราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า หากไทยสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกได้ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศและเกษตรกรโดยตรง
สรุปข่าว
โอกาสทองของข้าวไทย เมื่อโลกกังวลวิกฤตอาหาร
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะ "ข้าว" ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรกว่าครึ่งโลก
สถานการณ์ดังกล่าวกำลังกลายเป็น "โอกาสทอง" ของประเทศไทย หนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก เพราะความต้องการที่เพิ่มขึ้นเปิดช่องให้ไทยขยายตลาดใหม่ และผลักดันการส่งออกให้เติบโต แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันจากประเทศผู้ส่งออกรายอื่นก็ตาม
สงครามกระทบอิรัก แต่เปิดประตูตลาดใหม่ทั่วโลก
แม้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของไทย ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบดังกล่าวกลับสร้างโอกาสในอีกด้านหนึ่ง
กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า หลายประเทศเริ่มเร่งสำรองอาหาร เนื่องจากกังวลผลกระทบของสงคราม รวมถึงความเสี่ยงจากภัยแล้งที่อาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรในหลายภูมิภาค ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศไทยจึงได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งผลิตข้าวคุณภาพ และสามารถขยายตลาดจากประเทศเดิมไปยังตลาดใหม่ได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา ซึ่งยังมีศักยภาพการเติบโตสูง
ชื่อเสียง "ข้าวไทย" คือแต้มต่อสำคัญบนเวทีโลก
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผู้ซื้อทั่วโลกยังคงเลือกข้าวไทย คือภาพลักษณ์ด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า
กระทรวงพาณิชย์มองว่า ตลาดในแอฟริกาและลาตินอเมริกามีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จึงเตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับหลายประเทศ เช่น เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว
พร้อมกันนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคโลกมากขึ้น รวมถึงขยายตลาดใหม่ผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ และการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าในประเทศศักยภาพทั่วโลก
ราคาข้าวโลกเริ่มฟื้น หนุนรายได้ไทย
อีกหนึ่งปัจจัยบวกคือ ราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า หากไทยสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกได้ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศและเกษตรกรโดยตรง
ปี 2569 ไทยตั้งเป้าส่งออกข้าวไว้ที่ 7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า ตลาดข้าวโลกปีนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวปรับขึ้นจากประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลเรื่องภัยแล้งและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เร่งสั่งซื้อข้าวเพิ่มขึ้น แม้อิรักจะยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งจนทำให้การส่งมอบสินค้าล่าช้า แต่คาดว่าหลังสถานการณ์คลี่คลาย การค้าจะกลับมาดำเนินได้ตามปกติ
ความต้องการเพิ่มทั้งตลาดโลกและอุตสาหกรรมในประเทศ
นอกจากความต้องการจากต่างประเทศแล้ว ปัจจุบันยังมีปัจจัยสนับสนุนจากภายในประเทศ เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีข้อจำกัด ทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์หันมาใช้ปลายข้าวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความต้องการข้าวในประเทศขยายตัว และช่วยพยุงราคาข้าวไทยให้ปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นอีกแรงสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวไทย
เดินเกมรุกทั่วโลก ขยายตลาด ลดความเสี่ยง
กรมการค้าต่างประเทศเดินหน้าผลักดันการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป นอกจากนี้ ยังเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั่วโลก ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อรองรับผลผลิตข้าวไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด เป้าหมายสำคัญคือ การกระจายตลาด เพิ่มคำสั่งซื้อ และรักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก
เร่งเจรจา G2G และเปิดตลาดใหม่ในเอเชีย
อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญ คือการเร่งเจรจาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ปัจจุบัน กรมการค้าต่างประเทศอยู่ระหว่างผลักดันการซื้อขายข้าวกับ COFCO ของรัฐบาลจีน เพิ่มอีก 460,000 ตัน ขณะเดียวกัน ยังเตรียมนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้ารายสำคัญในหลายประเทศ
ล่าสุดได้เดินทางเยือนสาธารณรัฐเกาหลีเมื่อวันที่ 7-10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม รวมถึงนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวพรีเมียมไปเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีนที่นครกวางโจวในเดือนกรกฎาคม เป้าหมายคือสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มคำสั่งซื้อจากตลาดศักยภาพทั่วโลก
ลุ้นแตะเป้าส่งออก 7 ล้านตัน
แม้ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวได้ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่กระทรวงพาณิชย์ยังเชื่อว่า ครึ่งปีหลังจะเป็นจังหวะสำคัญของการฟื้นตัว เพราะความต้องการจากประเทศในเอเชียและแอฟริกายังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสามารถขยายตลาดใหม่และรักษาตลาดเดิมไว้ได้ ก็มีโอกาสผลักดันการส่งออกให้บรรลุเป้าหมาย 7 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 130,000 ล้านบาท
ข้าว...ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
แม้โลกวันนี้จะแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แต่อาหารยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สุดของมนุษย์
เมื่อหลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหาร ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก จึงมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์จากกระแสดังกล่าว
หากไทยสามารถรักษาคุณภาพ พัฒนาผลผลิต ขยายตลาด และบริหารความเสี่ยงด้านการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายการส่งออก 7 ล้านตัน ในปี 2569 ก็อาจไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่จะเป็นรายได้มหาศาลที่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจประเทศ และสร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว
ที่มาข้อมูล : สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
ที่มารูปภาพ : Gemini Magnific
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
