ทำไมต้องปลุก "Made in Thailand" ? เมื่อโลกแข่งกันสร้างมูลค่า ไม่ใช่แค่แข่งกันผลิต ไทยจะคว้าโอกาสครั้งใหญ่ได้หรือไม่
คำว่า “Made in Thailand” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในปี 2569 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก หลายคนอาจมองว่าเป็นนโยบายเดิมที่เคยได้ยินมานาน แต่ในความเป็นจริง การกลับมาของแนวคิดนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าการส่งเสริมให้คนไทยซื้อสินค้าไทย
ปัจจุบันไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศ ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกต่างกำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ผลักดันแนวคิด America First จีนที่เร่งสร้างเทคโนโลยีของตนเอง หรืออินเดียที่กำลังผลักดันการเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก
กระแสดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของชาตินิยมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ และความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว
ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประกาศเดินหน้าผลักดันโครงการ Made in Thailand อย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 200,000 ล้านบาท ผ่านการส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศไทย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Made in Thailand คืออะไร แต่คือเหตุใดช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นจังหวะสำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายสิบปี
โลกกำลังเปลี่ยนเกมการผลิต ไทยอยู่ตรงไหน? โอกาสครั้งใหญ่จากการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่
ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามดึงโรงงานกลับประเทศ จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง และอินเดียกำลังขึ้นมาเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก ประเทศไทยกลับอยู่ในจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เหตุผลสำคัญคือโลกกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ใหม่ นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถรองรับการลงทุนระยะยาว และลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เปิดเผยว่า ในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่ารวมกว่า 1.87 ล้านล้านบาท จากมากกว่า 3,300 โครงการ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง BOI มาเกือบ 60 ปี
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนในภูมิภาค แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
China Plus One โอกาสและความท้าทายของไทย
เมื่อบริษัททั่วโลกกระจายความเสี่ยงออกจากจีน หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของการลงทุนทั่วโลก คือยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า China Plus One
แนวคิดนี้หมายถึงการที่บริษัทข้ามชาติยังคงดำเนินธุรกิจในจีน แต่ขณะเดียวกันก็ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เม็กซิโก และประเทศไทย อย่างไรก็ตาม โอกาสครั้งนี้มาพร้อมการแข่งขันที่ดุเดือด เพราะทุกประเทศต่างพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มเดียวกัน
สรุปข่าว
ทำไมต้องปลุก "Made in Thailand" ? เมื่อโลกแข่งกันสร้างมูลค่า ไม่ใช่แค่แข่งกันผลิต ไทยจะคว้าโอกาสครั้งใหญ่ได้หรือไม่
คำว่า “Made in Thailand” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในปี 2569 ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจโลก หลายคนอาจมองว่าเป็นนโยบายเดิมที่เคยได้ยินมานาน แต่ในความเป็นจริง การกลับมาของแนวคิดนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าการส่งเสริมให้คนไทยซื้อสินค้าไทย
ปัจจุบันไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับการผลิตภายในประเทศ ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกต่างกำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกาที่ผลักดันแนวคิด America First จีนที่เร่งสร้างเทคโนโลยีของตนเอง หรืออินเดียที่กำลังผลักดันการเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก
กระแสดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของชาตินิยมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การจ้างงาน รายได้ และความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว
ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประกาศเดินหน้าผลักดันโครงการ Made in Thailand อย่างจริงจัง พร้อมตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 200,000 ล้านบาท ผ่านการส่งเสริมการใช้สินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศไทย
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า Made in Thailand คืออะไร แต่คือเหตุใดช่วงเวลานี้จึงอาจเป็นจังหวะสำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายสิบปี
โลกกำลังเปลี่ยนเกมการผลิต ไทยอยู่ตรงไหน? โอกาสครั้งใหญ่จากการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่
ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามดึงโรงงานกลับประเทศ จีนเร่งพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง และอินเดียกำลังขึ้นมาเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ของโลก ประเทศไทยกลับอยู่ในจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เหตุผลสำคัญคือโลกกำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain ใหม่ นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถรองรับการลงทุนระยะยาว และลดความเสี่ยงจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์
ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เปิดเผยว่า ในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนมีมูลค่ารวมกว่า 1.87 ล้านล้านบาท จากมากกว่า 3,300 โครงการ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง BOI มาเกือบ 60 ปี
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุนในภูมิภาค แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
China Plus One โอกาสและความท้าทายของไทย
เมื่อบริษัททั่วโลกกระจายความเสี่ยงออกจากจีน หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของการลงทุนทั่วโลก คือยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า China Plus One
แนวคิดนี้หมายถึงการที่บริษัทข้ามชาติยังคงดำเนินธุรกิจในจีน แต่ขณะเดียวกันก็ขยายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
ประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากกระแสดังกล่าว ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย เม็กซิโก และประเทศไทย อย่างไรก็ตาม โอกาสครั้งนี้มาพร้อมการแข่งขันที่ดุเดือด เพราะทุกประเทศต่างพยายามดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มเดียวกัน
โรงงานเข้ามาแล้ว ไทยได้อะไร? นี่คือคำถามสำคัญที่ ส.อ.ท. กำลังพยายามหาคำตอบ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ประเด็นสำคัญคือประเทศไทยได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใดจากการลงทุนเหล่านั้น
หากโรงงานตั้งอยู่ในไทย แต่ชิ้นส่วนสำคัญ เทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และวัตถุดิบหลักยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่าเศรษฐกิจจำนวนมากก็ยังไหลออกนอกประเทศอยู่ดี
นี่คือสิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า Missing Link หรือ “ห่วงโซ่ที่ขาดหาย”
ยกตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้าหนึ่งคัน แม้จะประกอบในประเทศไทย แต่หากแบตเตอรี่ ชิป ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีสำคัญยังนำเข้าจากต่างประเทศ มูลค่าที่แท้จริงจำนวนมากก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย
ดังนั้น เป้าหมายของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ใช่เพียงการดึงโรงงานเข้ามาเท่านั้น แต่ต้องสร้าง Supply Chain ที่สมบูรณ์ขึ้น เพื่อให้มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นภายในประเทศมากที่สุด
Made in Thailand ยุคใหม่ ใหญ่กว่าการซื้อสินค้าไทย
หลายคนอาจเข้าใจว่า Made in Thailand เป็นเพียงโครงการรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันซื้อสินค้าไทย แต่ในความเป็นจริง เป้าหมายของโครงการในครั้งนี้กว้างกว่านั้นมาก
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประเมินว่า หากภาครัฐและภาคเอกชนเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 200,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการจ้างงาน การลงทุน และการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศมากขึ้น
ยุค AI เปลี่ยนกติกาการแข่งขัน
จุดแตกต่างสำคัญของ Made in Thailand รอบนี้ คือการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ส.อ.ท. มองว่า โลกยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยต้นทุนแรงงานราคาถูกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันด้วยความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น AI เซมิคอนดักเตอร์ แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูล
ประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าจากเทคโนโลยีได้ จะเป็นประเทศที่ได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ดังนั้น Made in Thailand ปี 2569 จึงไม่ใช่เรื่องของการผลิตสินค้าไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “มูลค่าเพิ่มของไทย” ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
จากยุคผลิตจำนวนมาก สู่ยุคสร้างมูลค่า โมเดลเศรษฐกิจเดิมยังเพียงพอหรือไม่?
ตลอดกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเติบโตขึ้นจากการเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียน เป็นผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญ เป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และปิโตรเคมีที่สำคัญของภูมิภาค
แต่โลกในปี 2569 เปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันในปัจจุบันอยู่ที่เทคโนโลยี AI ชิปประมวลผล พลังงานสะอาด แบตเตอรี่ หุ่นยนต์ และข้อมูล
โลกกำลังแข่งขันกันสร้าง “มูลค่า” มากกว่าสร้าง “ปริมาณ”
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือสมาร์ตโฟนหนึ่งเครื่อง มูลค่าที่สูงที่สุดไม่ได้อยู่ในสายการประกอบ แต่เกิดจากการออกแบบ ระบบปฏิบัติการ ชิป ซอฟต์แวร์ ข้อมูล และทรัพย์สินทางปัญญา
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บางประเทศแม้ไม่ได้ผลิตสินค้ามากที่สุด แต่กลับได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงที่สุด
โจทย์ใหม่ของประเทศไทย ทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่มอยู่ในประเทศมากขึ้น
ในอดีต คำถามสำคัญของไทยคือ “จะดึงโรงงานเข้ามาได้อย่างไร” แต่วันนี้คำถามเปลี่ยนเป็น “จะทำอย่างไรให้มูลค่าเพิ่มอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น” นี่คือเหตุผลที่ ส.อ.ท. พูดถึง AI อุตสาหกรรมสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่ไปกับโครงการ Made in Thailand
เพราะเมื่อมองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทุกประเทศต่างกำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มที่ เช่น "เวียดนาม" กำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก "อินโดนีเซีย" ใช้ความได้เปรียบด้านทรัพยากรนิกเกิลในการสร้างอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า "มาเลเซีย" เร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิปขั้นสูง รวมไปถึง "อินเดีย" ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกจำนวนมาก
ทุกประเทศกำลังวิ่ง และวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่าโอกาสของไทยมีอยู่จริง แต่ไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป
Made in Thailand ไม่ใช่เรื่องความรู้สึก แต่คือยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ
สิ่งที่กำลังแข่งขันกันในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงบริษัทกับบริษัท แต่เป็นประเทศกับประเทศ เป็นห่วงโซ่อุปทานกับห่วงโซ่อุปทาน และเป็นระบบเศรษฐกิจกับระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น เป้าหมายที่แท้จริงของ Made in Thailand จึงไม่ใช่การทำให้คนไทยซื้อสินค้าไทยเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้สินค้าไทย บริการไทย เทคโนโลยีไทย และผู้ประกอบการไทย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและแข่งขันได้ในตลาดโลก
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าเพียงเพราะผลิตในประเทศใด แต่เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ มีนวัตกรรม และตอบโจทย์ความต้องการได้ดีที่สุด
บทสรุป
Made in Thailand ในปี 2569 จึงไม่ใช่เรื่องของการติดฉลากบนสินค้า ไม่ใช่แค่การรณรงค์ซื้อของไทย และไม่ใช่เรื่องของภาคอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว แต่คือยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่รุนแรงขึ้นทุกวัน หากอุตสาหกรรมไทยแข็งแกร่งขึ้น การจ้างงานก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น หากการลงทุนเติบโต รายได้ของประชาชนก็มีโอกาสขยายตัวตามไปด้วย
และหากประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก คำว่า “Made in Thailand” อาจไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนสินค้าอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
- ฟื้นคืนชีพ "Made in Thailand" กลับมารอบนี้ไม่เหมือนเดิม?
- "ลาว" โต ไทยได้อะไร? รุกเกมใหม่ฮับขนส่ง-พลังงานอาเซียน
- “อนุทิน” ชูประเทศไทย เป็นประตูเชื่อม รัสเซีย-อาเซียน ส่งเสริมการค้า การลงทุน
- เงินมาจากไหน? "อีลอน มัสก์" รวยพุ่งล้านล้านดอลลาร์ คนแรกของโลก
- จ่อขยาย "สนามบินสุวรรณภูมิ" ดันไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค ปี 2572
ที่มาข้อมูล : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ที่มารูปภาพ : Gemini 3 Magnific
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
