
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลัก และความผันผวนของการค้าโลก ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับ Stable Outlook หรือมีเสถียรภาพ
การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ Moody's Ratings ที่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ แม้เศรษฐกิจจะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากปัจจัยกดดันหลายด้าน
การคงอันดับเครดิตครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืม รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
-เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัว
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ S&P ให้ความเห็นคือ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยคาดว่า GDP ไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 2.0%
อย่างไรก็ตาม สถาบันจัดอันดับมองว่าการเติบโตดังกล่าวเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่เศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ และการปรับตัวดีขึ้นของภาคการส่งออกหากเศรษฐกิจโลกกลับมาแข็งแกร่งขึ้น
แม้อัตราการเติบโตยังไม่โดดเด่น แต่การที่เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
-ต่างประเทศยังเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจไทย
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ S&P ยังคงให้ความเชื่อมั่น คือ สถานะทางการเงินระหว่างประเทศของไทยที่ยังแข็งแกร่ง โดยประเทศไทยยังคงมีฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความผันผวนจากภายนอกประเทศ
ความแข็งแกร่งดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนในช่วงที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความสามารถของไทยในการชำระหนี้ต่างประเทศ รวมถึงรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานะการเงินภายนอกประเทศแข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สรุปข่าว
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจหลัก และความผันผวนของการค้าโลก ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมคงมุมมองความน่าเชื่อถือในระดับ Stable Outlook หรือมีเสถียรภาพ
การประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ Moody's Ratings ที่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ Baa1 พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพเช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ แม้เศรษฐกิจจะยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากปัจจัยกดดันหลายด้าน
การคงอันดับเครดิตครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือทางการเงินของประเทศ และส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการกู้ยืม รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
-เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ แต่มีแนวโน้มฟื้นตัว
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ S&P ให้ความเห็นคือ แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค โดยคาดว่า GDP ไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ราว 2.0%
อย่างไรก็ตาม สถาบันจัดอันดับมองว่าการเติบโตดังกล่าวเป็นเพียงช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่เศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้นในระยะต่อไป โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญจะมาจากการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ และการปรับตัวดีขึ้นของภาคการส่งออกหากเศรษฐกิจโลกกลับมาแข็งแกร่งขึ้น
แม้อัตราการเติบโตยังไม่โดดเด่น แต่การที่เศรษฐกิจไทยยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยที่ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว
-ต่างประเทศยังเป็นเกราะป้องกันเศรษฐกิจไทย
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่ S&P ยังคงให้ความเชื่อมั่น คือ สถานะทางการเงินระหว่างประเทศของไทยที่ยังแข็งแกร่ง โดยประเทศไทยยังคงมีฐานะดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับหลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับความผันผวนจากภายนอกประเทศ
ความแข็งแกร่งดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการไหลออกของเงินทุนในช่วงที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความผันผวน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความสามารถของไทยในการชำระหนี้ต่างประเทศ รวมถึงรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีฐานะการเงินภายนอกประเทศแข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
-ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัว
S&P ยังให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ โดยมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการเดินหน้าบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้ตามแผน
นอกจากนี้ การมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องด้านนโยบาย ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ เนื่องจากช่วยลดความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนระยะยาว
-โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่การขาดดุลการคลัง
แม้จะคงอันดับเครดิตไว้ได้ แต่ S&P ยังสะท้อนความกังวลต่อฐานะการคลังของไทย โดยคาดว่าประเทศไทยจะยังคงเผชิญกับการขาดดุลการคลังในระดับประมาณ 3.2% ของ GDP การขาดดุลดังกล่าวเป็นผลมาจากการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
แม้ระดับดังกล่าวยังไม่ถือว่าน่ากังวลเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่ก็เป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว อาจส่งผลต่อความสามารถในการรักษาอันดับเครดิตในอนาคตได้
ดังนั้น ความสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและการรักษาวินัยการคลังจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะข้างหน้า
-เครดิตประเทศแข็งแรง หนุนต้นทุนการเงินและ Fund Flow
การที่ไทยยังสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ ไว้ได้ มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในหลายมิติ นั้นจะช่วยรักษาต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก เนื่องจากนักลงทุนยังคงมองว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยมีความน่าเชื่อถือในระดับที่ดี
ขณะที่ภาคเอกชนไทยจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการออกหุ้นกู้หรือระดมทุนในตลาดต่างประเทศ
รวมถึงการคงอันดับเครดิตยังเป็นปัจจัยเชิงบวกต่อตลาดทุนไทย เนื่องจากช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และสนับสนุนการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ หรือ Fund Flow ในระยะยาว
ในมุมของนักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค แม้จะมีความท้าทายด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บ้างก็ตาม
-หุ้นเด่นรับอานิสงส์เครดิตไทยแข็งแกร่ง-เศรษฐกิจทยอยฟื้นตัว
การที่ S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ BBB+ พร้อมมุมมองมีเสถียรภาพ ถือเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทย
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า นักลงทุนสามารถให้น้ำหนักกับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเดินหน้านโยบายภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่
-กลุ่มธนาคารพาณิชย์ รับเศรษฐกิจฟื้น-สินเชื่อขยายตัว
กลุ่มธนาคารยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐและการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ในระยะต่อไป
หุ้นเด่นในกลุ่ม ได้แก่ KBANK, BBL, KTB และ TTB ซึ่งมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ
-กลุ่มก่อสร้าง-โครงสร้างพื้นฐาน รับแรงหนุนจากงบลงทุนภาครัฐ
ความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาลและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุน ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการด้านคมนาคม ระบบขนส่ง และสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ CK และ STECON ซึ่งมีศักยภาพในการรับงานภาครัฐเพิ่มเติม หากโครงการลงทุนขนาดใหญ่เดินหน้าได้ตามแผน
กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กระแสเงินสดมั่นคง
หุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคยังคงเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงของรายได้และกระแสเงินสด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ระหว่างการฟื้นตัว
บริษัทที่น่าจับตา ได้แก่ GPSC, GULF, CKP และ WHAUP ซึ่งมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าและสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตจากการลงทุนโครงการใหม่ในอนาคต
กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค รับกำลังซื้อในประเทศฟื้น
หากเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัวตามที่สถาบันจัดอันดับเครดิตคาดการณ์ไว้ กำลังซื้อภายในประเทศจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค
หุ้นเด่นที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ CPALL และ BJC ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีก ขณะที่ OSP, ICHI และ SAPPE มีจุดเด่นจากการเติบโตของตลาดเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในและต่างประเทศ
แม้เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ไม่สูงมากนักและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่การที่ไทยยังสามารถรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ ไว้ได้ ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว โดยหุ้นที่เชื่อมโยงกับการลงทุนภาครัฐ การบริโภคภายในประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ มีแนวโน้มเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดในช่วงถัดไป
- กูรู เชียร์ หุ้น LAGGARD 2 ธีมเด่น เศรษฐกิจ-ส่งออก ส่งสัญญาณฟื้น
- ธปท.ชี้เศรษฐกิจเม.ย.ชะลอ ท่องเที่ยว-บริโภคลด
- มูดีส์ ยก “ไทยติดท็อป 5” รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกดีที่สุด
- "GDP" ไทยอยู่ตรงไหน ? บนเวทีอาเซียน-โลก วิเคราะห์ IMF-World Bank มองเศรษฐกิจไทย
- สงร.ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง แนะรัฐเร่งปฏิรูปโครงสร้าง
ที่มาข้อมูล : TNN Wealth รวบรวม
ที่มารูปภาพ : TNN Wealth
