ใครเป็นบ้าง? "ซื้อน้อย ซื้อบ่อย ซื้อทุกวัน" สงครามส่งด่วนของจริง พฤติกรรมคนไทย ที่ทุกธุรกิจต้องรู้ ในยุค Speed Economy

Share on Line Share on Facebook Share on X

คนไทยโอนไว! ซื้อเร็ว-ถี่ มูลค่าต่ำ ยุคแห่ง Speed Economy


ทุกวันนี้หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเองซื้อของบ่อยขึ้นกว่าสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารระหว่างวัน ซื้อสินค้าแฟชั่นผ่านแอปพลิเคชัน กดสั่งของจากไลฟ์สด หรือแม้แต่นอนเล่นโทรศัพท์มือถือแล้วเผลอกดซื้อสินค้าโดยไม่ทันตั้งตัว


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “Speed Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความเร็ว” ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อประเทศไทยในปี 2569


เมื่อเทคโนโลยีทำให้การค้นหาข้อมูล การเปรียบเทียบราคา การชำระเงิน และการจัดส่งสินค้าเกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจึงสั้นลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


จากอดีตที่ผู้บริโภคอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในการตัดสินใจซื้อสินค้า วันนี้หลายคนใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังดูรีวิว ดูวิดีโอสั้น หรือเห็นโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ก่อนกดสั่งซื้อและชำระเงินทันที



Speed Economy กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย


ข้อมูลจากเวทีเสวนา KTC FIT Talk ภายใต้หัวข้อ “Speed Economy: โอกาสและความท้าทายของอีคอมเมิร์ซและคนทำคอนเทนต์” สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเร็วอย่างชัดเจน


นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC ระบุว่า Customer Journey หรือเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันสั้นลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับอดีต


สิ่งที่น่าสนใจคือ คนไทยกำลังมีพฤติกรรม “ใช้จ่ายต่อครั้งน้อยลง แต่ซื้อบ่อยขึ้น” หรือที่เรียกว่า Micro Spending โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการเดลิเวอรี่


ผู้บริโภคไม่ได้รอเก็บเงินเพื่อซื้อสินค้าชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ครั้งต่อปีเหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนมาใช้จ่ายในรูปแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่สั่งอาหาร เครื่องดื่ม เรียกรถ ซื้อสินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สด


รูปแบบการใช้ชีวิตเช่นนี้ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรวดเร็วขึ้นอย่างมาก



ซื้อถี่ขึ้น แต่ยอดต่อครั้งลดลง


KTC เปิดเผยว่า จำนวนธุรกรรมในหมวดอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 25%


ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยอดใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตในหมวดอีคอมเมิร์ซเติบโต 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง หรือ Ticket Size อยู่ที่ประมาณ 800-1,000 บาทต่อรายการ


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าผู้บริโภคไทยไม่ได้ใช้จ่ายน้อยลง แต่กำลังกระจายการใช้จ่ายออกเป็นหลายธุรกรรมย่อยตลอดทั้งวัน


ปัจจุบันยอดใช้จ่ายออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40-45% ของการใช้จ่ายทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย KTC ตั้งเป้าหมายให้ยอดใช้จ่ายในปี 2569 เติบโต 18%



 อีคอมเมิร์ซและ Social Commerce คือแรงขับเคลื่อนสำคัญ


เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Speed Economy เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและ Social Commerce


ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูง และผู้คนจำนวนมากใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ในแต่ละวัน


แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางขายสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังผสานความเป็นโซเชียลมีเดียเข้ากับการค้าออนไลน์อย่างสมบูรณ์


ผู้บริโภคสามารถดูรีวิว ดูวิดีโอสั้น รับชมไลฟ์สด เปรียบเทียบราคา รับคูปองส่วนลด และกดสั่งซื้อได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว


ความสะดวกดังกล่าวทำให้กระบวนการจาก “เห็นสินค้า” ไปสู่ “ตัดสินใจซื้อ” ใช้เวลาสั้นลงอย่างมาก


โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญส่งเสริมการขายขนาดใหญ่ เช่น วันเลขเบิ้ล หรือ Double Day ที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล


ผู้บริโภคจำนวนมากรอคอยเทศกาลลดราคาเหล่านี้ และพร้อมกดซื้อทันทีเมื่อถึงเวลา


ยิ่งเมื่อผสมผสานกับคอนเทนต์รีวิว วิดีโอสั้น หรือไลฟ์สด การตัดสินใจซื้อก็สามารถเกิดขึ้นได้แทบจะในทันที


สรุปข่าว

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Speed Economy” ที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วขึ้น ซื้อบ่อยขึ้น แต่ใช้จ่ายต่อครั้งน้อยลง ผ่านอีคอมเมิร์ซ เดลิเวอรี่ และโซเชียลคอมเมิร์ซ พลังของวิดีโอสั้น ไลฟ์สด ครีเอเตอร์ และโปรโมชั่นบนแพลตฟอร์มดิจิทัล กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ในโลกที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วขึ้น “ความเชื่อมั่น” กลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดของธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวให้ทันทั้งด้านความเร็วและความน่าเชื่อถือ

คนไทยโอนไว! ซื้อเร็ว-ถี่ มูลค่าต่ำ ยุคแห่ง Speed Economy


ทุกวันนี้หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเองซื้อของบ่อยขึ้นกว่าสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหารระหว่างวัน ซื้อสินค้าแฟชั่นผ่านแอปพลิเคชัน กดสั่งของจากไลฟ์สด หรือแม้แต่นอนเล่นโทรศัพท์มือถือแล้วเผลอกดซื้อสินค้าโดยไม่ทันตั้งตัว


สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่กำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า “Speed Economy” หรือ “เศรษฐกิจแห่งความเร็ว” ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อประเทศไทยในปี 2569


เมื่อเทคโนโลยีทำให้การค้นหาข้อมูล การเปรียบเทียบราคา การชำระเงิน และการจัดส่งสินค้าเกิดขึ้นได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคจึงสั้นลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


จากอดีตที่ผู้บริโภคอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในการตัดสินใจซื้อสินค้า วันนี้หลายคนใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังดูรีวิว ดูวิดีโอสั้น หรือเห็นโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ก่อนกดสั่งซื้อและชำระเงินทันที



Speed Economy กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทย


ข้อมูลจากเวทีเสวนา KTC FIT Talk ภายใต้หัวข้อ “Speed Economy: โอกาสและความท้าทายของอีคอมเมิร์ซและคนทำคอนเทนต์” สะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งความเร็วอย่างชัดเจน


นายณัฐสิทธิ์ สุนทราณู ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC ระบุว่า Customer Journey หรือเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันสั้นลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับอดีต


สิ่งที่น่าสนใจคือ คนไทยกำลังมีพฤติกรรม “ใช้จ่ายต่อครั้งน้อยลง แต่ซื้อบ่อยขึ้น” หรือที่เรียกว่า Micro Spending โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและบริการเดลิเวอรี่


ผู้บริโภคไม่ได้รอเก็บเงินเพื่อซื้อสินค้าชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ครั้งต่อปีเหมือนในอดีต แต่เปลี่ยนมาใช้จ่ายในรูปแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่สั่งอาหาร เครื่องดื่ม เรียกรถ ซื้อสินค้าแฟชั่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการซื้อสินค้าผ่านไลฟ์สด


รูปแบบการใช้ชีวิตเช่นนี้ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรวดเร็วขึ้นอย่างมาก



ซื้อถี่ขึ้น แต่ยอดต่อครั้งลดลง


KTC เปิดเผยว่า จำนวนธุรกรรมในหมวดอีคอมเมิร์ซและเดลิเวอรี่เติบโตเฉลี่ยมากกว่า 25%


ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยอดใช้จ่ายออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตในหมวดอีคอมเมิร์ซเติบโต 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง หรือ Ticket Size อยู่ที่ประมาณ 800-1,000 บาทต่อรายการ


ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าผู้บริโภคไทยไม่ได้ใช้จ่ายน้อยลง แต่กำลังกระจายการใช้จ่ายออกเป็นหลายธุรกรรมย่อยตลอดทั้งวัน


ปัจจุบันยอดใช้จ่ายออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40-45% ของการใช้จ่ายทั้งหมด และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดย KTC ตั้งเป้าหมายให้ยอดใช้จ่ายในปี 2569 เติบโต 18%



 อีคอมเมิร์ซและ Social Commerce คือแรงขับเคลื่อนสำคัญ


เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Speed Economy เติบโตอย่างรวดเร็ว คือการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซและ Social Commerce


ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูง และผู้คนจำนวนมากใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ในแต่ละวัน


แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยอดนิยมในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางขายสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังผสานความเป็นโซเชียลมีเดียเข้ากับการค้าออนไลน์อย่างสมบูรณ์


ผู้บริโภคสามารถดูรีวิว ดูวิดีโอสั้น รับชมไลฟ์สด เปรียบเทียบราคา รับคูปองส่วนลด และกดสั่งซื้อได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว


ความสะดวกดังกล่าวทำให้กระบวนการจาก “เห็นสินค้า” ไปสู่ “ตัดสินใจซื้อ” ใช้เวลาสั้นลงอย่างมาก


โดยเฉพาะในช่วงแคมเปญส่งเสริมการขายขนาดใหญ่ เช่น วันเลขเบิ้ล หรือ Double Day ที่สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล


ผู้บริโภคจำนวนมากรอคอยเทศกาลลดราคาเหล่านี้ และพร้อมกดซื้อทันทีเมื่อถึงเวลา


ยิ่งเมื่อผสมผสานกับคอนเทนต์รีวิว วิดีโอสั้น หรือไลฟ์สด การตัดสินใจซื้อก็สามารถเกิดขึ้นได้แทบจะในทันที


อีคอมเมิร์ซกำลังเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่


ในอดีตอีคอมเมิร์ซอาจถูกมองว่าเป็นเพียงช่องทางขายสินค้าออนไลน์ แต่ในปัจจุบันบทบาทของมันขยายใหญ่กว่านั้นมาก


แพลตฟอร์มดิจิทัลกำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ” ของยุคใหม่


นางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ระบุว่า ในยุค Speed Economy ความเร็วไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดส่งสินค้าเท่านั้น


แต่ยังหมายถึงความเร็วในการตัดสินใจ ความเร็วในการเข้าถึงผู้บริโภค และความเร็วในการปรับตัวของธุรกิจ


ปัจจุบันอีคอมเมิร์ซได้กลายเป็น Economic Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้บริโภค ผู้ประกอบการ SME ครีเอเตอร์ KOL ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ รวมถึงบริการดิจิทัลต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร


ทุกฝ่ายในระบบเศรษฐกิจต่างเชื่อมโยงกันผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว



ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังโตได้อีกมาก


ข้อมูลจาก Priceza ประเมินว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2026 จะมีมูลค่ามากกว่า 1.6 ล้านล้านบาท และยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 10-20% ต่อปี


ขณะที่ UNESCAP มองว่า ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าดิจิทัลข้ามพรมแดนเร็วที่สุดในโลก


โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทย


แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจดิจิทัลจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต


Creator Economy กำลังเป็นหัวใจของการตัดสินใจซื้อ


อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ผลักดัน Speed Economy คือ Creator Economy


ปัจจุบันผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ตัดสินใจซื้อจากโฆษณาแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เลือกเชื่อคำแนะนำจากครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลที่ตนเองติดตามบนโซเชียลมีเดีย


นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ อุปนายกด้านจรรยาบรรณและการกำกับดูแลวิชาชีพของ Thai Content Creator Association ระบุว่า ครีเอเตอร์กำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางแห่งความเชื่อมั่น” ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค


สิ่งที่น่าสนใจคือ ยุคนี้จำนวนผู้ติดตามอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดอีกต่อไป


ไมโครครีเอเตอร์จำนวนมาก แม้จะมีผู้ติดตามไม่มาก แต่สามารถสร้าง Engagement และความเชื่อมั่นได้สูงกว่าครีเอเตอร์รายใหญ่ในหลายกรณี


โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้า Beauty, Food, Gadget และ Personal Finance ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์จริงและความจริงใจมากกว่าการโฆษณาแบบตรงไปตรงมา



ความเร็วต้องมาพร้อมความเชื่อมั่น


อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย


ข่าวปลอม รีวิวปลอม การหลอกลวงออนไลน์ และข้อมูลที่บิดเบือน กลายเป็นความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล


ในโลกที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย


นั่นทำให้คำว่า “Trust” หรือ “ความเชื่อมั่น” กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุคดิจิทัล


ธุรกิจที่สามารถสร้างความไว้วางใจได้ จะมีโอกาสเติบโตและรักษาฐานลูกค้าได้ในระยะยาว ขณะที่ผู้บริโภคก็ต้องเรียนรู้ที่จะตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเช่นกัน



พฤติกรรม “ซื้อบ่อย ซื้อเร็ว แต่ใช้จ่ายต่อครั้งไม่สูง” กำลังกลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569


การเติบโตของอีคอมเมิร์ซ โซเชียลคอมเมิร์ซ เดลิเวอรี่ และ Creator Economy กำลังเร่งให้การหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าเดิม


สำหรับผู้ประกอบการ ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การมีสินค้าและบริการที่ดีเท่านั้น แต่ต้องสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว สร้างประสบการณ์ที่ดี และรักษาความน่าเชื่อถือไว้ให้ได้


เพราะในยุคแห่ง Speed Economy ความเร็วอาจเป็นประตูสู่โอกาส แต่ “ความเชื่อมั่น” คือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มาข้อมูล : KTC Thai e-Commerce Association Thai Content Creator Association Priceza UNESCAP Tellscore

ที่มารูปภาพ : GPT Image

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ