"ญี่ปุ่น" เร่งหาทางรอดพลังงาน กลับมานำเข้าน้ำมันรัสเซียในรอบหลายเดือน
ไม่มีน้ำมัน ก็ไม่มีพลังงาน และเมื่อไม่มีพลังงาน เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไม่ได้ นี่คือความจริงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอย่างหนัก ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกที่รุนแรงขึ้น จากสงครามและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
ญี่ปุ่นกำลังหาทางเอาตัวรอด ด้วยการกลับลำหันไปซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ท่ามกลางวิกฤตในตะวันออกกลางที่ลุกลามไปถึง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจธรรมดา แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของยุทธศาสตร์พลังงานระดับชาติ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนใหม่ของสมดุลตลาดน้ำมันโลกในอนาคต
ล่าสุด กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ญี่ปุ่นเตรียมนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอีกครั้ง หลังจากหยุดนำเข้าไปช่วงหนึ่ง ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
การกลับมานำเข้าครั้งนี้เกิดขึ้น หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก
ทำไมญี่ปุ่นต้องรีบหาน้ำมันทางเลือก
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด และเมื่อเกิดสงครามหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบจึงเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานหลักของญี่ปุ่น โดยปกติ ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้มากกว่า 90% ของความต้องการทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มมีความไม่แน่นอน ญี่ปุ่นจึงเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานทันที
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเร่งหาแผนสำรอง และรีบหาแหล่งนำเข้าพลังงานทดแทนให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของประชาชน
ดังนั้น การตัดสินใจหันกลับไปซื้อน้ำมันจากรัสเซีย จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด” ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
สรุปข่าว
"ญี่ปุ่น" เร่งหาทางรอดพลังงาน กลับมานำเข้าน้ำมันรัสเซียในรอบหลายเดือน
ไม่มีน้ำมัน ก็ไม่มีพลังงาน และเมื่อไม่มีพลังงาน เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไม่ได้ นี่คือความจริงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอย่างหนัก ท่ามกลางความปั่นป่วนของโลกที่รุนแรงขึ้น จากสงครามและความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์
ญี่ปุ่นกำลังหาทางเอาตัวรอด ด้วยการกลับลำหันไปซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ท่ามกลางวิกฤตในตะวันออกกลางที่ลุกลามไปถึง “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงข่าวเศรษฐกิจธรรมดา แต่กำลังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของยุทธศาสตร์พลังงานระดับชาติ และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนใหม่ของสมดุลตลาดน้ำมันโลกในอนาคต
ล่าสุด กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า ญี่ปุ่นเตรียมนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอีกครั้ง หลังจากหยุดนำเข้าไปช่วงหนึ่ง ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
การกลับมานำเข้าครั้งนี้เกิดขึ้น หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนนำไปสู่ความเสี่ยงด้านการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก
ทำไมญี่ปุ่นต้องรีบหาน้ำมันทางเลือก
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด และเมื่อเกิดสงครามหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบจึงเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ตะวันออกกลางถือเป็นแหล่งพลังงานหลักของญี่ปุ่น โดยปกติ ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้มากกว่า 90% ของความต้องการทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มมีความไม่แน่นอน ญี่ปุ่นจึงเผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานทันที
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเร่งหาแผนสำรอง และรีบหาแหล่งนำเข้าพลังงานทดแทนให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของประชาชน
ดังนั้น การตัดสินใจหันกลับไปซื้อน้ำมันจากรัสเซีย จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น “กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด” ของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเอาไว้ให้ได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
กระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ ญี่ปุ่นกำลังพยายามกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาแหล่งน้ำมันเพียงแห่งเดียว
น้ำมันล็อตแรกจากรัสเซียที่นำเข้าสู่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ถูกจัดซื้อโดยบริษัท Taiyo Oil Co. โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของญี่ปุ่น และถือเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ
จุดที่น่าสนใจ คือ น้ำมันดิบจากรัสเซียมีคุณสมบัติ “เบากว่า” น้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ทางบริษัทระบุว่า สามารถนำมากลั่นและใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะญี่ปุ่นเคยใช้น้ำมันจากรัสเซียมาก่อนแล้ว ก่อนสงครามยูเครนจะเริ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ความปลอดภัยด้านการขนส่งก็กลายเป็นประเด็นสำคัญ ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเรือ MarineTraffic ระบุว่า เส้นทางการเดินเรือครั้งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพราะช่วยหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงในตะวันออกกลาง และลดความไม่แน่นอนด้านการขนส่งพลังงาน
น้ำมันล็อตดังกล่าวยังถูกระบุว่ามาจากโครงการ Sakhalin-2 ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เนื่องจากโครงการนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของญี่ปุ่น และได้รับข้อยกเว้นในบางกรณี โดยเฉพาะการจัดหาพลังงานให้กับประเทศพันธมิตร
ญี่ปุ่นเร่งวางยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาว
ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนทั่วโลกเริ่มกังวลว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ หรือเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานาน ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดพลังงาน แต่ยังอาจลุกลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ญี่ปุ่นจึงต้องเร่งหาทางรอดที่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่รวมถึงการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวด้วย
Bloomberg วิเคราะห์ว่า ญี่ปุ่นกำลังเดินหน้านโยบาย “Energy Diversification” หรือการกระจายแหล่งพลังงานอย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากเผชิญบทเรียนจากวิกฤตพลังงานหลายครั้งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ คือ วิกฤตนิวเคลียร์ฟุกุชิมะในปี 2554 หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ และหันไปใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น
นั่นทำให้ญี่ปุ่นยิ่งตระหนักว่า การพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียวมากเกินไป อาจกลายเป็นความเสี่ยงระดับประเทศในอนาคต
ไม่ใช่แค่ญี่ปุ่น แต่ทั่วโลกกำลังปรับเกมพลังงานใหม่
ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังดิ้นรนหาทางรับมือกับวิกฤตพลังงานโลก เพราะหลายประเทศในเอเชียต่างเผชิญปัญหาเดียวกัน
สำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานว่า การเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นครั้งนี้ อาจกระตุ้นให้ประเทศอื่นในเอเชียหันมาทบทวนยุทธศาสตร์พลังงานของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย และจีน
แม้ในระยะยาว ญี่ปุ่นยังมีแผนลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และไฮโดรเจน แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน น้ำมันและก๊าซยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน รัสเซียเองก็ได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะผู้ส่งออกพลังงาน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก่อนหน้านี้ ปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้พบกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่กรุงมอสโก และมีการหารือเกี่ยวกับการจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากรัสเซียเพิ่มเติม
ข้อมูลจากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาดของฟินแลนด์ ยังระบุว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันดิบทางทะเลของรัสเซียเพิ่มขึ้นถึง 115% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือนมีนาคม ขณะที่รายได้รวมจากการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น 52% แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี
วิกฤตพลังงานโลก อาจกระทบทุกประเทศรวมถึงไทย
ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของญี่ปุ่นหรือรัสเซียเท่านั้น แต่หมายถึงความท้าทายด้านพลังงานของทั้งโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
เพราะเมื่อพลังงานโลกผันผวน สิ่งที่ตามมาคือราคาน้ำมัน ค่าไฟ ต้นทุนขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกยุคใหม่ ที่ทุกประเทศต้องกลับมาทบทวนเรื่อง “ความมั่นคงด้านพลังงาน” อย่างจริงจัง
นี่จึงไม่ใช่แค่ข่าวการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย แต่คือสัญญาณเตือนว่า หากโลกไม่มีพลังงานเพียงพอ เศรษฐกิจก็อาจหยุดชะงัก และไม่มีประเทศไหนสามารถรอดพ้นผลกระทบไปได้ง่าย ๆ
- "ทรัมป์" ยื่นคำขาดอิหร่าน จบดีลหรือเจอถล่มหนักกว่าเดิม
- สงครามทำพิษ "โคล่า" ขาดตลาดอินเดีย กลายเป็นไอเทมลับสุดไวรัล
- "ทรัมป์" สั่งเบรกภารกิจฮอร์มุซ ลุ้นน้ำมันโลกคลายผันผวน
- “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้ใช้แน่ 1 มิถุนายน 2569 นี้ เอกนิติ เผยเตรียมเข็น เข้าที่ประชุมครม. 19 พฤษภาคม 2569
- "สหรัฐ–อิหร่าน" เปิดฉากโจมตีรอบใหม่ ฮอร์มุซป่วน น้ำมันพุ่ง
ที่มาข้อมูล : Bloomberg Nikkei Asia Reuters Xinhua
ที่มารูปภาพ : Reuters Gemini 3
รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ
