เด็กจบใหม่ ไร้ที่ยืน? จีน-ญี่ปุ่น ลุยใช้ "เอไอ" แทนที่แรงงานคน รับพนักงานใหม่น้อยลง หนุ่มสาวว่างงานพุ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X

โจทย์ใหญ่แรงงาน เรียนไปเพื่ออะไร? จีน–ญี่ปุ่นลดจ้างแรงงาน เอไอแทนที่เด็กจบใหม่ “เจนซี”


เรียนไปทำไม?  คำถามที่ดังขึ้นทั่วโลก


เรียนไปเพื่ออะไร เรียนสูงมาเพื่ออะไร หากสุดท้ายแล้วจบออกมาคือ “เตะฝุ่น” คำถามนี้กำลังกลายเป็นเสียงสะท้อนของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่และผู้ที่กำลังเผชิญภาวะว่างงานในเวลานี้ และนี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน


ล่าสุด ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและญี่ปุ่น ต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยน “กติกา” ของโลกการทำงาน เด็กรุ่นใหม่หรือ “เจนซี” กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ในเกมใหม่นี้ เราจะยืนอยู่ตรงไหน


วิกฤตแรงงานจีน: เด็กจบใหม่ว่างงานพุ่ง


ประเทศจีนกำลังเผชิญวิกฤตการว่างงานที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการว่างงานทั่วไป แต่เป็นการที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจนซี ไม่สามารถหางานทำได้


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า อัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 25–29 ปี ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.7% จาก 7.2% ในปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 16–24 ปี มีอัตราการว่างงานสูงเกือบ 17% ส่งผลให้อัตราการว่างงานโดยรวมของประเทศขยับขึ้นไปอยู่ที่ 5.4%


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะยังเติบโต แต่ตลาดแรงงานกลับไม่สามารถรองรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเพียงพอ


AI Shock: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมแรงงาน


คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงานโลกในเวลานี้ และคำตอบหนึ่งที่ชัดเจนคือ “AI Shock” หรือแรงกระแทกจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์


ในโลกการทำงานยุคใหม่ องค์กรต่างๆ หันไปพึ่งพา AI มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันในระดับโลก รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า กลุ่มแรงงานอายุ 25–29 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงนี้


ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. ประเมินว่า จีนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ AI และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานมากถึง 70 ล้านตำแหน่งในอนาคต



สรุปข่าว

จีนและญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแรงงาน เด็กจบใหม่ว่างงานเพิ่ม หลัง AI เข้ามาแทนที่และบริษัทลดการจ้าง ตลาดแรงงานเปลี่ยนโครงสร้าง ต้องการทักษะสูงมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่กลายเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด ไทยแม้อัตราว่างงานต่ำ แต่ปัญหาทักษะไม่ตรงงานรุนแรง เสี่ยงตามโลกไม่ทันในยุคเศรษฐกิจ AI

โจทย์ใหญ่แรงงาน เรียนไปเพื่ออะไร? จีน–ญี่ปุ่นลดจ้างแรงงาน เอไอแทนที่เด็กจบใหม่ “เจนซี”


เรียนไปทำไม?  คำถามที่ดังขึ้นทั่วโลก


เรียนไปเพื่ออะไร เรียนสูงมาเพื่ออะไร หากสุดท้ายแล้วจบออกมาคือ “เตะฝุ่น” คำถามนี้กำลังกลายเป็นเสียงสะท้อนของคนจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่และผู้ที่กำลังเผชิญภาวะว่างงานในเวลานี้ และนี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะของประเทศไทย แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน


ล่าสุด ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีนและญี่ปุ่น ต่างกำลังเผชิญแรงกดดันจากตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่กำลังเปลี่ยน “กติกา” ของโลกการทำงาน เด็กรุ่นใหม่หรือ “เจนซี” กลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า ในเกมใหม่นี้ เราจะยืนอยู่ตรงไหน


วิกฤตแรงงานจีน: เด็กจบใหม่ว่างงานพุ่ง


ประเทศจีนกำลังเผชิญวิกฤตการว่างงานที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงการว่างงานทั่วไป แต่เป็นการที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจนซี ไม่สามารถหางานทำได้


ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) ระบุว่า อัตราการว่างงานในกลุ่มอายุ 25–29 ปี ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 7.7% จาก 7.2% ในปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มเยาวชนอายุ 16–24 ปี มีอัตราการว่างงานสูงเกือบ 17% ส่งผลให้อัตราการว่างงานโดยรวมของประเทศขยับขึ้นไปอยู่ที่ 5.4%


ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะยังเติบโต แต่ตลาดแรงงานกลับไม่สามารถรองรับคนรุ่นใหม่ได้อย่างเพียงพอ


AI Shock: เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเกมแรงงาน


คำถามสำคัญคือ เกิดอะไรขึ้นกับตลาดแรงงานโลกในเวลานี้ และคำตอบหนึ่งที่ชัดเจนคือ “AI Shock” หรือแรงกระแทกจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์


ในโลกการทำงานยุคใหม่ องค์กรต่างๆ หันไปพึ่งพา AI มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแข่งขันในระดับโลก รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า กลุ่มแรงงานอายุ 25–29 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงนี้


ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Citigroup Inc. ประเมินว่า จีนกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของ AI และอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานมากถึง 70 ล้านตำแหน่งในอนาคต



ไม่ใช่แค่ AI: มรสุมเศรษฐกิจซ้ำเติมจีน


อย่างไรก็ตาม ปัญหาตลาดแรงงานของจีนไม่ได้เกิดจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยลบอีกหลายด้านที่เข้ามาซ้ำเติม


แรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการส่งออก ทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน ขณะเดียวกัน รายได้จากค่าจ้างเติบโตช้าที่สุดนับตั้งแต่ปลายปี 2022


พฤติกรรมผู้บริโภคภายในประเทศก็เปลี่ยนไป ครัวเรือนจีนหันมาออมเงินมากขึ้น โดยสัดส่วนเงินออมต่อรายได้พุ่งสูงถึง 38% ในไตรมาสแรก


ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จีนอาจเข้าสู่ภาวะ “การเติบโตที่ไร้การจ้างงาน” หรือ Jobless Growth เนื่องจากเศรษฐกิจพึ่งพาภาคการผลิตที่ใช้ระบบอัตโนมัติสูงมากขึ้น ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนถึง 30% ของ GDP แต่จ้างงานเพียง 20% เท่านั้น


ญี่ปุ่นสะเทือน: บริษัทใหญ่ลดรับเด็กจบใหม่


เมื่อขยับจากจีนมาที่ญี่ปุ่น ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านเทคโนโลยีระดับโลก ก็เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเช่นกัน


รายงานจาก Kyodo News ระบุว่า บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดการรับนักศึกษาจบใหม่ในปีงบประมาณ 2570


จากการสำรวจบริษัทชั้นนำ 111 แห่ง พบว่า 23% หรือ 25 บริษัท มีแผนลดการจ้างงาน เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มีเพียง 16% หรือ 18 บริษัท ที่ยังคงแผนเพิ่มการจ้างงาน


นี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่จำนวนบริษัทที่ลดการจ้างงาน มีมากกว่าบริษัทที่ขยายการจ้างงาน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานญี่ปุ่น



ธุรกิจญี่ปุ่นเปลี่ยนเกม: ใช้ AI แทนแรงงาน


เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้ คือการปรับตัวของภาคธุรกิจญี่ปุ่น จากการจ้างงานเชิงรุกหลังโควิด-19 ไปสู่การปรับโครงสร้างแรงงานครั้งใหญ่


Murata Manufacturing ระบุว่า การใช้ Generative AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทตัดสินใจลดการรับพนักงานใหม่


ขณะเดียวกัน บริษัทจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนนโยบายจากการรับเด็กจบใหม่ ไปสู่การจ้างแรงงานที่มีประสบการณ์ (Mid-career) โดยเฉพาะผู้ที่มีทักษะด้านดิจิทัล เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกอบรม


บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Hitachi และ MUFG ยืนยันว่า การจ้างงานในปีถัดไปจะเน้นไปที่แรงงานที่มีประสบการณ์มากขึ้น


นอกจากนี้ การจ้างแรงงานต่างชาติยังกลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ โดย 39% ของบริษัทที่สำรวจ รวมถึง Fujifilm Holdings และ Skylark Holdings มีแผนเพิ่มจำนวนพนักงานต่างชาติ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง


ไทยอยู่ตรงไหน: ว่างงานต่ำ แต่ไม่มั่นคง


เมื่อย้อนกลับมามองประเทศไทย ภาพที่เห็นอาจดูสวนทางกับจีนและญี่ปุ่น เพราะข้อมูลจาก OECD ระบุว่า ไทยมีอัตราการว่างงานต่ำเพียง 1–2%


แต่ในความเป็นจริง แรงงานจำนวนมากกลับอยู่ในภาคนอกระบบ รายได้ต่ำ และไม่มีความมั่นคง


ปัญหาสำคัญคือ “ทักษะไม่ตรงกับงาน” ทำให้เกิดภาวะที่คนหางานยาก ขณะที่บริษัทก็หาคนไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กจบใหม่ ซึ่งมากกว่า 34% ต้องทำงานต่ำกว่าระดับทักษะของตนเอง


สาเหตุหลักมาจากระบบการศึกษาที่ยังไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และการขาดระบบแนะแนวอาชีพที่มีประสิทธิภาพ


ขณะเดียวกัน ไทยยังขาดแคลนแรงงานในสาขา STEM ทั้งที่ตลาดต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง


OECD เตือนว่า หากไทยไม่เร่งพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะการ reskill และ upskill ประเทศอาจ “ตามไม่ทัน” การเปลี่ยนแปลงของโลก และจะเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI


บทสรุป: คำถามที่ไม่มีใครเลี่ยงได้


เรียนไปทำไม หากจบมาแล้วหางานไม่ได้

เรียนสูงไปทำไม หากสุดท้ายรายได้ไม่ต่างกัน


คำถามเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงคำถามของคนคนหนึ่ง แต่คือคำถามของทั้งระบบเศรษฐกิจ และอนาคตของประเทศ


สิ่งที่เกิดขึ้นในจีนและญี่ปุ่น กำลังสะท้อนภาพของโลกการทำงานยุคใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการ “จำนวนคน” แต่ต้องการ “คุณภาพและทักษะ” ที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี


และคำถามสำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยจะปรับตัวได้ทันหรือไม่

ที่มาข้อมูล : Xinhua Reuters Bloomberg Kyodo News

ที่มารูปภาพ : Seedream Gemini 3

รองบรรณาธิการ TNN Wealth ผู้ประกาศข่าว พิธีกร นักข่าว Content Creator สายเศรษฐกิจ