ญี่ปุ่นสำรองอาหาร เปิดโอกาสสินค้า "อาหารไทย” เจาะตลาด
หลายประเทศกำลังยกระดับการเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน โดยแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น ขณะที่ ญี่ปุ่นเดินหน้าเสริมความมั่นคงทางอาหารทั้งระดับครัวเรือนและคลังสำรองของรัฐบาล ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยพิบัติและข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารภายในประเทศ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกอาหารไทยขยายตลาดญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารทะเล และอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือการแข่งขันด้านราคา มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นแนะเตรียมอาหารอย่างน้อย 3 วัน
ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับเหตุฉุกเฉินมากขึ้น โดยอังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนสำรองอาหารและน้ำดื่ม ขณะที่เนเธอร์แลนด์แนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับดูแลตัวเองได้ 72 ชั่วโมง
ส่วนสวีเดนและนอร์เวย์แนะนำให้เตรียมเสบียงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ขณะที่ในสหรัฐฯ แดน บองจิโน (Dan Bongino) อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI แนะนำผ่านรายการพอดแคสต์ให้ผู้ฟังเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำหรับ 30 วัน พร้อมวิทยุ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์กรองน้ำ
แนวทางเหล่านี้สะท้อนหลักคิดร่วมกันว่า ประชาชนควรมีสิ่งจำเป็นเพียงพอสำหรับดำรงชีวิตในช่วงที่บริการพื้นฐานหรือระบบขนส่งหยุดชะงัก
สำหรับญี่ปุ่น สำนักข่าว FNN เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ Fuji TV รายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2026 ว่า โกชิ โฮโซโนะ (Goshi Hosono) รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ เตรียมออกคำขอเร่งด่วนถึงประชาชน กระทรวงต่าง ๆ และทุกจังหวัด ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2026
สาระสำคัญคือการขอให้ครัวเรือน สำรองอาหาร น้ำดื่ม และห้องน้ำพกพาอย่างน้อย 3 วัน หากเป็นไปได้ควรเตรียมให้เพียงพอ 1 สัปดาห์
มาตรการดังกล่าวมุ่งให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองในช่วงแรกหลังเกิดภัยพิบัติ และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้มากที่สุด
ภัยที่ญี่ปุ่นเตรียมรับมือครอบคลุมทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ซึ่งอาจทำให้ถนน ระบบสื่อสาร และการขนส่งเสียหาย ส่งผลให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยล่าช้า
นอกจากเสบียงภายในบ้าน ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับความพร้อมของศูนย์พักพิง ทั้งห้องน้ำ อาหารปรุงสุกร้อน เตียงนอน และสถานที่อาบน้ำ โดยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
ในมุมธุรกิจ การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติอาจเพิ่มความต้องการอาหารสำรองและสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าที่เก็บรักษาได้นาน สะดวกต่อการบริโภค และมีระบบจัดส่งที่เชื่อถือได้
ญี่ปุ่นพิจารณาซื้อข้าวคืน 100,000 ตัน เติมคลังสำรองรัฐบาล
นอกจากการเตรียมพร้อมระดับครัวเรือน ญี่ปุ่นยังต้องดูแลปริมาณอาหารสำรองของรัฐบาลให้เพียงพอสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน
สำนักข่าวเกียวโด (Kyodo News) รายงานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ว่า กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นกำลังพิจารณา ซื้อข้าวคืนเข้าคลังสำรองเพิ่มเติม 100,000 ตัน หลังจากดำเนินการซื้อคืนไปแล้ว 210,000 ตันในเดือนกันยายน
การซื้อเพิ่มเติมยังอยู่ระหว่างพิจารณาภาวะตลาดและผลผลิต ก่อนกำหนดช่วงเวลาดำเนินการ
ความจำเป็นในการเติมคลังสำรองเกิดขึ้นหลังรัฐบาลญี่ปุ่นระบายข้าวสำรองออกสู่ตลาดจำนวน 590,000 ตันในปี 2025 เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนข้าวที่เริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2024
การระบายข้าวครั้งนั้นทำให้ปริมาณสำรองของรัฐบาลลดลงเหลือประมาณ 320,000 ตัน ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่างข้าวสำรองของรัฐบาลกับข้าวคงคลังในตลาด เพราะเป็นปริมาณคนละส่วนกัน
เกียวโดรายงานว่า ข้าวคงคลังในตลาดญี่ปุ่น ณ สิ้นเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 1.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับช่วงเวลาเดียวกันของปี กระทรวงเกษตรจึงประเมินว่าการซื้อข้าวคืนเพิ่มเติมไม่น่าทำให้ตลาดตึงตัว โดยยังต้องติดตามข้อมูลผลผลิตที่จะประกาศในเดือนพฤศจิกายน
ในเชิงเศรษฐกิจ การซื้อข้าวคืนอาจช่วยดูดซับปริมาณสินค้าที่ผู้ค้าถืออยู่ แต่ผลต่อราคายังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคภายในประเทศ
สำหรับไทย ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าข้าว 100,000 ตันที่ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาซื้อคืนจะเป็นคำสั่งนำเข้าข้าวจากไทย จึงไม่ควรตีความว่าการเติมคลังสำรองครั้งนี้จะทำให้ไทยได้รับคำสั่งซื้อโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ส่งออกไทยควรติดตามในระยะยาว
ญี่ปุ่นตลาดส่งออกเกษตรไทยอันดับ 3 มูลค่า 5,082 ล้านดอลลาร์
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยอยู่แล้ว
ข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่นเป็น ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย มีมูลค่าประมาณ 5,082 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2.1% จากปีก่อน
มูลค่าดังกล่าวครอบคลุมทั้งสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ จึงไม่ใช่มูลค่าส่งออกอาหารเพียงอย่างเดียว
หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มอาหาร ไทยมีสินค้าสำคัญที่เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอยู่แล้ว ได้แก่ ไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง รวมถึงอาหารทะเลกระป๋อง
ฐานการค้าเดิมจึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยรักษาความสัมพันธ์กับผู้ซื้อ และพัฒนาสินค้าเพิ่มเติมให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่ลดลงในปี 2025 สะท้อนว่า ตลาดญี่ปุ่นยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
สนค. ระบุถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวด
เมื่อเงินเยนอ่อนค่า ต้นทุนสินค้านำเข้าในสายตาผู้ซื้อญี่ปุ่นอาจสูงขึ้น ส่งผลให้คู่ค้าต้องต่อรองราคา หรือปรับแผนจัดซื้อ ขณะที่ผู้ส่งออกไทยอาจมีพื้นที่ทำกำไรลดลง
ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาทั้งความต้องการสินค้า อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการซื้อขาย ไม่ใช่อาศัยเพียงแนวโน้มความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นยังเป็นแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีอาหารที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจึงอาจขยายจากการซื้อขายสินค้า ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
ญี่ปุ่นพึ่งพาตนเองด้านอาหารลดลงเหลือ 37% เปิดโอกาสสินค้าไทย
ข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารภายในประเทศเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องให้ความสำคัญกับแหล่งจัดหาอาหารจากต่างประเทศ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยแพร่รายงานของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ระบุว่า อัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นลดลงจาก 38% ในปีงบประมาณ 2024 เหลือ 37% ในปีงบประมาณ 2025
ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างภาคเกษตรที่เผชิญปัญหาเกษตรกรสูงวัย การขาดแคลนแรงงานและผู้สืบทอดอาชีพ รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความต้องการอาหารที่สะดวก มีคุณภาพ และตอบโจทย์ด้านสุขภาพ
สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกอาหาร แต่ต้องพิจารณาเป็นรายประเภทสินค้า เพราะไม่ใช่อาหารนำเข้าทุกชนิดจะได้รับประโยชน์เท่ากัน
4 กลุ่มอาหารไทยมีโอกาสเจาะตลาดญี่ปุ่น
รายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศชี้ให้เห็นกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสในตลาดญี่ปุ่น ได้แก่ อาหารทะเล อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารเพื่อสุขภาพ
อาหารทะเล เป็นกลุ่มที่ไทยมีฐานการค้าอยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และความสม่ำเสมอในการส่งมอบ
อาหารแปรรูป มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบความต้องการเฉพาะกลุ่ม ทั้งด้านรสชาติ รูปแบบการบริโภค และความสะดวกในการจัดเก็บ
อาหารพร้อมรับประทาน เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา เพราะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก และอาจต่อยอดไปสู่สินค้าที่เหมาะสำหรับเก็บสำรองในครัวเรือน หากมีอายุการเก็บรักษาและคุณสมบัติตรงตามความต้องการ
ส่วน อาหารเพื่อสุขภาพ มีโอกาสจากสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มให้ความสำคัญกับโภชนาการ คุณภาพ และความสะดวกในการรับประทานมากขึ้น
สำหรับผู้ผลิตไทย การพัฒนาสินค้าจึงควรคำนึงถึงผู้ใช้งานจริง ทั้งขนาดบรรจุภัณฑ์ ความสะดวกในการเปิดใช้ และข้อมูลโภชนาการ รวมถึงฉลากภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้องตามข้อกำหนด
สรุปข่าว
หลายประเทศกำลังยกระดับการเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน โดยแนะนำให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็น ขณะที่ ญี่ปุ่นเดินหน้าเสริมความมั่นคงทางอาหารทั้งระดับครัวเรือนและคลังสำรองของรัฐบาล ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยพิบัติและข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารภายในประเทศ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกอาหารไทยขยายตลาดญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารทะเล และอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ผู้ประกอบการยังต้องรับมือการแข่งขันด้านราคา มาตรฐานความปลอดภัย และความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง
ญี่ปุ่นแนะเตรียมอาหารอย่างน้อย 3 วัน
ในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศออกคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับเหตุฉุกเฉินมากขึ้น โดยอังกฤษเปิดแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ครัวเรือนสำรองอาหารและน้ำดื่ม ขณะที่เนเธอร์แลนด์แนะนำให้ประชาชนเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับดูแลตัวเองได้ 72 ชั่วโมง
ส่วนสวีเดนและนอร์เวย์แนะนำให้เตรียมเสบียงอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ขณะที่ในสหรัฐฯ แดน บองจิโน (Dan Bongino) อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI แนะนำผ่านรายการพอดแคสต์ให้ผู้ฟังเตรียมอาหารและน้ำดื่มสำหรับ 30 วัน พร้อมวิทยุ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์กรองน้ำ
แนวทางเหล่านี้สะท้อนหลักคิดร่วมกันว่า ประชาชนควรมีสิ่งจำเป็นเพียงพอสำหรับดำรงชีวิตในช่วงที่บริการพื้นฐานหรือระบบขนส่งหยุดชะงัก
สำหรับญี่ปุ่น สำนักข่าว FNN เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ Fuji TV รายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2026 ว่า โกชิ โฮโซโนะ (Goshi Hosono) รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านการจัดการภัยพิบัติ เตรียมออกคำขอเร่งด่วนถึงประชาชน กระทรวงต่าง ๆ และทุกจังหวัด ในต้นเดือนพฤศจิกายน 2026
สาระสำคัญคือการขอให้ครัวเรือน สำรองอาหาร น้ำดื่ม และห้องน้ำพกพาอย่างน้อย 3 วัน หากเป็นไปได้ควรเตรียมให้เพียงพอ 1 สัปดาห์
มาตรการดังกล่าวมุ่งให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองในช่วงแรกหลังเกิดภัยพิบัติ และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือผู้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้มากที่สุด
ภัยที่ญี่ปุ่นเตรียมรับมือครอบคลุมทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด ซึ่งอาจทำให้ถนน ระบบสื่อสาร และการขนส่งเสียหาย ส่งผลให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยล่าช้า
นอกจากเสบียงภายในบ้าน ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับความพร้อมของศูนย์พักพิง ทั้งห้องน้ำ อาหารปรุงสุกร้อน เตียงนอน และสถานที่อาบน้ำ โดยประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ
ในมุมธุรกิจ การเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติอาจเพิ่มความต้องการอาหารสำรองและสิ่งของจำเป็น โดยเฉพาะสินค้าที่เก็บรักษาได้นาน สะดวกต่อการบริโภค และมีระบบจัดส่งที่เชื่อถือได้
ญี่ปุ่นพิจารณาซื้อข้าวคืน 100,000 ตัน เติมคลังสำรองรัฐบาล
นอกจากการเตรียมพร้อมระดับครัวเรือน ญี่ปุ่นยังต้องดูแลปริมาณอาหารสำรองของรัฐบาลให้เพียงพอสำหรับรับมือเหตุฉุกเฉิน
สำนักข่าวเกียวโด (Kyodo News) รายงานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2026 ว่า กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นกำลังพิจารณา ซื้อข้าวคืนเข้าคลังสำรองเพิ่มเติม 100,000 ตัน หลังจากดำเนินการซื้อคืนไปแล้ว 210,000 ตันในเดือนกันยายน
การซื้อเพิ่มเติมยังอยู่ระหว่างพิจารณาภาวะตลาดและผลผลิต ก่อนกำหนดช่วงเวลาดำเนินการ
ความจำเป็นในการเติมคลังสำรองเกิดขึ้นหลังรัฐบาลญี่ปุ่นระบายข้าวสำรองออกสู่ตลาดจำนวน 590,000 ตันในปี 2025 เพื่อรับมือภาวะขาดแคลนข้าวที่เริ่มตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2024
การระบายข้าวครั้งนั้นทำให้ปริมาณสำรองของรัฐบาลลดลงเหลือประมาณ 320,000 ตัน ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกระหว่างข้าวสำรองของรัฐบาลกับข้าวคงคลังในตลาด เพราะเป็นปริมาณคนละส่วนกัน
เกียวโดรายงานว่า ข้าวคงคลังในตลาดญี่ปุ่น ณ สิ้นเดือนสิงหาคม อยู่ที่ 1.5 ล้านตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับช่วงเวลาเดียวกันของปี กระทรวงเกษตรจึงประเมินว่าการซื้อข้าวคืนเพิ่มเติมไม่น่าทำให้ตลาดตึงตัว โดยยังต้องติดตามข้อมูลผลผลิตที่จะประกาศในเดือนพฤศจิกายน
ในเชิงเศรษฐกิจ การซื้อข้าวคืนอาจช่วยดูดซับปริมาณสินค้าที่ผู้ค้าถืออยู่ แต่ผลต่อราคายังขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตและความต้องการบริโภคภายในประเทศ
สำหรับไทย ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าข้าว 100,000 ตันที่ญี่ปุ่นกำลังพิจารณาซื้อคืนจะเป็นคำสั่งนำเข้าข้าวจากไทย จึงไม่ควรตีความว่าการเติมคลังสำรองครั้งนี้จะทำให้ไทยได้รับคำสั่งซื้อโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ส่งออกไทยควรติดตามในระยะยาว
ญี่ปุ่นตลาดส่งออกเกษตรไทยอันดับ 3 มูลค่า 5,082 ล้านดอลลาร์
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรไทยอยู่แล้ว
ข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2025 ญี่ปุ่นเป็น ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรอันดับ 3 ของไทย มีมูลค่าประมาณ 5,082 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2.1% จากปีก่อน
มูลค่าดังกล่าวครอบคลุมทั้งสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ยางพาราและผลิตภัณฑ์ จึงไม่ใช่มูลค่าส่งออกอาหารเพียงอย่างเดียว
หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มอาหาร ไทยมีสินค้าสำคัญที่เข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นอยู่แล้ว ได้แก่ ไก่แปรรูป ไก่สดแช่เย็นและแช่แข็ง รวมถึงอาหารทะเลกระป๋อง
ฐานการค้าเดิมจึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยรักษาความสัมพันธ์กับผู้ซื้อ และพัฒนาสินค้าเพิ่มเติมให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดญี่ปุ่น
อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่ลดลงในปี 2025 สะท้อนว่า ตลาดญี่ปุ่นยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน
สนค. ระบุถึงปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัว เงินเยนอ่อนค่า การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และมาตรฐานอาหารที่เข้มงวด
เมื่อเงินเยนอ่อนค่า ต้นทุนสินค้านำเข้าในสายตาผู้ซื้อญี่ปุ่นอาจสูงขึ้น ส่งผลให้คู่ค้าต้องต่อรองราคา หรือปรับแผนจัดซื้อ ขณะที่ผู้ส่งออกไทยอาจมีพื้นที่ทำกำไรลดลง
ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาทั้งความต้องการสินค้า อัตราแลกเปลี่ยน และเงื่อนไขการซื้อขาย ไม่ใช่อาศัยเพียงแนวโน้มความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น
อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นยังเป็นแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีอาหารที่สำคัญของไทย ความร่วมมือระหว่างสองประเทศจึงอาจขยายจากการซื้อขายสินค้า ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น
ญี่ปุ่นพึ่งพาตนเองด้านอาหารลดลงเหลือ 37% เปิดโอกาสสินค้าไทย
ข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารภายในประเทศเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องให้ความสำคัญกับแหล่งจัดหาอาหารจากต่างประเทศ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เผยแพร่รายงานของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ระบุว่า อัตราการพึ่งพาตนเองด้านอาหารของญี่ปุ่นลดลงจาก 38% ในปีงบประมาณ 2024 เหลือ 37% ในปีงบประมาณ 2025
ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างภาคเกษตรที่เผชิญปัญหาเกษตรกรสูงวัย การขาดแคลนแรงงานและผู้สืบทอดอาชีพ รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคญี่ปุ่นก็เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความต้องการอาหารที่สะดวก มีคุณภาพ และตอบโจทย์ด้านสุขภาพ
สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายการส่งออกอาหาร แต่ต้องพิจารณาเป็นรายประเภทสินค้า เพราะไม่ใช่อาหารนำเข้าทุกชนิดจะได้รับประโยชน์เท่ากัน
4 กลุ่มอาหารไทยมีโอกาสเจาะตลาดญี่ปุ่น
รายงานของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศชี้ให้เห็นกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสในตลาดญี่ปุ่น ได้แก่ อาหารทะเล อาหารแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารเพื่อสุขภาพ
อาหารทะเล เป็นกลุ่มที่ไทยมีฐานการค้าอยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ และความสม่ำเสมอในการส่งมอบ
อาหารแปรรูป มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบความต้องการเฉพาะกลุ่ม ทั้งด้านรสชาติ รูปแบบการบริโภค และความสะดวกในการจัดเก็บ
อาหารพร้อมรับประทาน เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตา เพราะตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก และอาจต่อยอดไปสู่สินค้าที่เหมาะสำหรับเก็บสำรองในครัวเรือน หากมีอายุการเก็บรักษาและคุณสมบัติตรงตามความต้องการ
ส่วน อาหารเพื่อสุขภาพ มีโอกาสจากสังคมสูงวัยของญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มให้ความสำคัญกับโภชนาการ คุณภาพ และความสะดวกในการรับประทานมากขึ้น
สำหรับผู้ผลิตไทย การพัฒนาสินค้าจึงควรคำนึงถึงผู้ใช้งานจริง ทั้งขนาดบรรจุภัณฑ์ ความสะดวกในการเปิดใช้ และข้อมูลโภชนาการ รวมถึงฉลากภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้องตามข้อกำหนด
ผู้ส่งออกไทยต้องผ่านมาตรฐานอาหารญี่ปุ่น แข่งด้วยคุณภาพมากกว่าราคา
แม้ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารภายในประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งออกไทยจะสามารถเพิ่มยอดขายได้โดยอัตโนมัติ
ผู้ประกอบการยังต้องแข่งขันกับผู้ส่งออกจากประเทศอื่น และปฏิบัติตามมาตรฐานนำเข้าของญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะความปลอดภัยของอาหาร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และความสม่ำเสมอในการส่งมอบ
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น หรือ JTEPA เพื่อประเมินต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของสินค้าแต่ละประเภท
ในเชิงธุรกิจ ผู้ประกอบการที่มีโอกาสได้เปรียบคือผู้ที่สามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของผู้ซื้อ และช่วยให้คู่ค้าญี่ปุ่นวางแผนจัดซื้อได้อย่างมั่นคง
การรักษามาตรฐานสินค้าและส่งมอบตรงเวลาจึงมีความสำคัญไม่แพ้การแข่งขันด้านราคา เพราะผู้ซื้อที่ต้องการความต่อเนื่องของสินค้าอาจให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของผู้ผลิตด้วย
ไทยควรต่อยอดอาหารแปรรูป รับโอกาสความมั่นคงทางอาหารญี่ปุ่น
การที่ญี่ปุ่นเร่งเตรียมเสบียงรับภัยพิบัติ พร้อมพิจารณาเติมคลังข้าวสำรองของรัฐบาล สะท้อนความสำคัญของระบบจัดหาอาหารที่มีความมั่นคงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม โอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอาหารสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน เพราะญี่ปุ่นยังเผชิญข้อจำกัดด้านการผลิตอาหารและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในระยะยาว
ไทยจึงควรใช้ความสามารถด้านอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูป พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคญี่ปุ่น ทั้งด้านคุณภาพ โภชนาการ ความสะดวก และความปลอดภัย
การขยายตลาดควรเดินควบคู่กับการรักษาผู้ซื้อเดิม การพัฒนาสินค้าใหม่ และการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการผลิต
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงญี่ปุ่นต้องสำรองอาหารเพิ่มขึ้นเท่าไร แต่คือผู้ประกอบการไทยจะสามารถเปลี่ยนความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหาร ให้กลายเป็นคำสั่งซื้อที่ต่อเนื่องและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากเพียงใด
ที่มารูปภาพ : chatgpt
