น้ำมันแพง กองทุนน้ำมันติดลบทะลุแสนล้าน รัฐลดภาษี E20-B20 ดันโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน

Share on Line Share on Facebook Share on X

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 6 เดือน ตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยง

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังเผชิญความผันผวนสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งและอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก แม้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงจากความหวังด้านการเจรจาทางการทูต แต่ความเสี่ยงต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งยังไม่คลี่คลาย

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ 103.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มคลายความกังวลบางส่วน หลังผู้แทนระดับสูงจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เข้าพบเจ้าหน้าที่อิหร่านที่กรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียดและป้องกันการสู้รบรอบใหม่ โดยทั้งสี่ประเทศตกลงเดินหน้าหารือเรื่องความร่วมมือ สันติภาพ และความมั่นคงต่อไป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยสร้างความหวังต่อการผ่อนคลายสถานการณ์ แต่ยังต้องติดตามว่าการเจรจาจะนำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานได้มากเพียงใด

ราคาน้ำมันไทย แก๊สโซฮอล์ทะลุ 42 บาท ดีเซล 43.54 บาท

ข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประเภทน้ำมัน             

ราคา (บาท/ลิตร)

แก๊สโซฮอล์ 95

 42.04–42.54

แก๊สโซฮอล์ 91

41.67–42.17

ดีเซล

43.54

ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ขณะที่การปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจไม่ได้ส่งผ่านมายังราคาขายปลีกในประเทศทันที เพราะยังมีปัจจัยด้านต้นทุนจัดหา การกลั่น และนโยบายภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ตลาดน้ำมันดีเซลที่ตึงตัวยังสร้างแรงกดดันต่อความต้องการน้ำมันดิบของโรงกลั่น ขณะที่ความเสี่ยงในการเดินเรือเพิ่มต้นทุนทั้งค่าขนส่งและประกันภัย

EIA คาดน้ำมันเบรนท์ปี 2570 ลดเหลือเฉลี่ย 84 ดอลลาร์

แม้ราคาน้ำมันในระยะสั้นยังอยู่ในระดับสูง แต่ EIA ประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงในปีหน้า หากสถานการณ์การผลิตและการขนส่งจากตะวันออกกลางทยอยกลับสู่ภาวะปกติ

รายงานเดือนตุลาคมของ EIA คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ดังนี้

ช่วงเวลา            

 ราคาเฉลี่ยคาดการณ์

ไตรมาส 4 ปี 2569

105 ดอลลาร์/บาร์เรล

ไตรมาส 2 ปี 2570                     

87 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งปี 2570

84 ดอลลาร์/บาร์เรล

ประมาณการราคาน้ำมันไตรมาส 4 ปี 2569 ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดือนก่อนถึง 14 ดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงกดดันด้านอุปทานยังอยู่ในระดับสูง

EIA ยังประเมินว่าสต็อกน้ำมันโลกอาจลดลงเฉลี่ยวันละ 700,000 บาร์เรลในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความสามารถรองรับเหตุการณ์หยุดผลิตหรือการขนส่งสะดุดลดลง

สำหรับปี 2570 การคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเลี่ยงจะเพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวใช้ข้อมูลถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงยังไม่ครอบคลุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังทั้งหมด

จับตาความเสี่ยงสหรัฐฯ–อิหร่าน หลังเลือกตั้งกลางเทอม

อีกปัจจัยที่ตลาดน้ำมันต้องติดตามคือสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองรายว่า กองกำลังในตะวันออกกลางเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการต่ออิหร่านที่อาจมีขนาดใหญ่ และสามารถเริ่มดำเนินการภายใน 96 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ขณะที่ The New York Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่และผู้รับทราบการหารือว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลมีการจัดทำแผนสำหรับการโจมตีระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

รายงานเหล่านี้ยังไม่ใช่การยืนยันว่าจะเกิดปฏิบัติการทางทหาร แต่สะท้อนความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน หากการสู้รบกระทบแหล่งผลิตหรือเส้นทางขนส่งพลังงานเพิ่มเติม

สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงจำนวนมาก การวางแผนต้นทุนจึงควรเตรียมรองรับทั้งกรณีราคาน้ำมันลดลงตามคาด และกรณีที่ราคายังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง



สรุปข่าว

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบทะลุ 1.03 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 ลง 5.60 บาท/ลิตร และ B20 ลง 5.50 บาท/ลิตร เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมอนุมัติวงเงิน 50,000 ล้านบาท สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ 1 ล้านครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์ (สนับสนุนครัวเรือนละ 50,000 บาท) เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว

ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดรอบเกือบ 6 เดือน ตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยง

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังเผชิญความผันผวนสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งและอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก แม้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงจากความหวังด้านการเจรจาทางการทูต แต่ความเสี่ยงต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งยังไม่คลี่คลาย

สำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดตลาดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 ที่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือน ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) อยู่ที่ 103.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มคลายความกังวลบางส่วน หลังผู้แทนระดับสูงจากซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถาน เข้าพบเจ้าหน้าที่อิหร่านที่กรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เพื่อหารือแนวทางลดความตึงเครียดและป้องกันการสู้รบรอบใหม่ โดยทั้งสี่ประเทศตกลงเดินหน้าหารือเรื่องความร่วมมือ สันติภาพ และความมั่นคงต่อไป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวช่วยสร้างความหวังต่อการผ่อนคลายสถานการณ์ แต่ยังต้องติดตามว่าการเจรจาจะนำไปสู่การลดความเสี่ยงต่อแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานได้มากเพียงใด

ราคาน้ำมันไทย แก๊สโซฮอล์ทะลุ 42 บาท ดีเซล 43.54 บาท

ข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยอยู่ในระดับสูง โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประเภทน้ำมัน             

ราคา (บาท/ลิตร)

แก๊สโซฮอล์ 95

 42.04–42.54

แก๊สโซฮอล์ 91

41.67–42.17

ดีเซล

43.54

ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ขณะที่การปรับลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจไม่ได้ส่งผ่านมายังราคาขายปลีกในประเทศทันที เพราะยังมีปัจจัยด้านต้นทุนจัดหา การกลั่น และนโยบายภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ตลาดน้ำมันดีเซลที่ตึงตัวยังสร้างแรงกดดันต่อความต้องการน้ำมันดิบของโรงกลั่น ขณะที่ความเสี่ยงในการเดินเรือเพิ่มต้นทุนทั้งค่าขนส่งและประกันภัย

EIA คาดน้ำมันเบรนท์ปี 2570 ลดเหลือเฉลี่ย 84 ดอลลาร์

แม้ราคาน้ำมันในระยะสั้นยังอยู่ในระดับสูง แต่ EIA ประเมินว่าราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงในปีหน้า หากสถานการณ์การผลิตและการขนส่งจากตะวันออกกลางทยอยกลับสู่ภาวะปกติ

รายงานเดือนตุลาคมของ EIA คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ดังนี้

ช่วงเวลา            

 ราคาเฉลี่ยคาดการณ์

ไตรมาส 4 ปี 2569

105 ดอลลาร์/บาร์เรล

ไตรมาส 2 ปี 2570                     

87 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งปี 2570

84 ดอลลาร์/บาร์เรล

ประมาณการราคาน้ำมันไตรมาส 4 ปี 2569 ที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดือนก่อนถึง 14 ดอลลาร์ สะท้อนว่าแรงกดดันด้านอุปทานยังอยู่ในระดับสูง

EIA ยังประเมินว่าสต็อกน้ำมันโลกอาจลดลงเฉลี่ยวันละ 700,000 บาร์เรลในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความสามารถรองรับเหตุการณ์หยุดผลิตหรือการขนส่งสะดุดลดลง

สำหรับปี 2570 การคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงอยู่ภายใต้สมมติฐานว่าการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซและเส้นทางเลี่ยงจะเพิ่มขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวใช้ข้อมูลถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 จึงยังไม่ครอบคลุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังทั้งหมด

จับตาความเสี่ยงสหรัฐฯ–อิหร่าน หลังเลือกตั้งกลางเทอม

อีกปัจจัยที่ตลาดน้ำมันต้องติดตามคือสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง หลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองรายว่า กองกำลังในตะวันออกกลางเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการต่ออิหร่านที่อาจมีขนาดใหญ่ และสามารถเริ่มดำเนินการภายใน 96 ชั่วโมงหลังได้รับคำสั่งจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ขณะที่ The New York Times รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่และผู้รับทราบการหารือว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลมีการจัดทำแผนสำหรับการโจมตีระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง

รายงานเหล่านี้ยังไม่ใช่การยืนยันว่าจะเกิดปฏิบัติการทางทหาร แต่สะท้อนความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน หากการสู้รบกระทบแหล่งผลิตหรือเส้นทางขนส่งพลังงานเพิ่มเติม

สำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนส่งและอุตสาหกรรมที่ใช้เชื้อเพลิงจำนวนมาก การวางแผนต้นทุนจึงควรเตรียมรองรับทั้งกรณีราคาน้ำมันลดลงตามคาด และกรณีที่ราคายังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง



กองทุนน้ำมันติดลบ 103,561 ล้านบาท ภาระเพิ่มเกือบ 2 พันล้านในสัปดาห์เดียว

นอกจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลก ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการดูแลราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

ข้อมูลสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2569 ระบุว่า กองทุนมีฐานะสุทธิติดลบ 103,561 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันและบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)

รายการ

       จำนวน (ล้านบาท)

ฐานะสุทธิ

        -103,561

บัญชีน้ำมัน

        -62,359

บัญชี LPG

        -41,202

สินทรัพย์รวม

        36,070

หนี้สินรวม

       139,631

เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า พบว่าภาระสุทธิของกองทุนเพิ่มขึ้นอีก 1,880 ล้านบาทภายในหนึ่งสัปดาห์ สะท้อนแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

ปัญหาสำคัญคือ หากรัฐบาลยังใช้กองทุนชดเชยราคาน้ำมันต่อเนื่อง ประชาชนอาจได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานช้าลง แต่ภาระทางการเงินของกองทุนจะเพิ่มขึ้น หากรายจ่ายยังสูงกว่ารายรับ

ในทางกลับกัน หากลดการชดเชยเพื่อรักษาฐานะกองทุน ต้นทุนเชื้อเพลิงก็อาจส่งผ่านไปยังประชาชนและผู้ประกอบการมากขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้การบริหารราคาพลังงานต้องพิจารณาทั้งความสามารถในการช่วยเหลือระยะสั้น และความยั่งยืนทางการเงินของกองทุนในระยะยาว

ครม.ลดภาษี E20 ลิตรละ 5.60 บาท B20 ลด 5.50 บาท นาน 3 เดือน

ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ตุลาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการ

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมน้ำมันสองประเภท ได้แก่

  • E20 ลดภาษีสรรพสามิต 5.60 บาทต่อลิตร
  • B20 ลดภาษีสรรพสามิต 5.50 บาทต่อลิตร

มาตรการมีระยะเวลาเบื้องต้น 3 เดือน ก่อนรัฐบาลประเมินผลอีกครั้ง โดยครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น

เป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แต่ยังต้องการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรภายในประเทศ

น้ำมัน E20 มีเอทานอลเป็นส่วนผสม ซึ่งเชื่อมโยงกับผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ขณะที่ B20 ใช้ไบโอดีเซลซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน

หากมาตรการลดภาษีส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก และสร้างส่วนต่างราคาที่จูงใจให้ผู้ใช้รถเลือกเชื้อเพลิงทั้งสองประเภทมากขึ้น ก็อาจช่วยขยายความต้องการเอทานอลและไบโอดีเซลภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลดภาษีไม่ได้หมายความว่าราคาขายปลีกหน้าปั๊มจะลดลงเท่ากับอัตราภาษีทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างราคาและการส่งผ่านต้นทุนของแต่ละช่วงเวลา

สำหรับผู้ใช้รถ การเลือกใช้น้ำมัน E20 หรือ B20 ต้องตรวจสอบก่อนว่ารถยนต์และเครื่องยนต์รองรับเชื้อเพลิงประเภทดังกล่าวหรือไม่

โซลาร์ภาคประชาชน 50,000 ล้านบาท หนุนติดตั้ง 1 ล้านครัวเรือน

นอกจากมาตรการด้านน้ำมัน รัฐบาลยังเดินหน้าลดภาระพลังงานระยะยาวผ่านโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใช้เอง

ตามรายละเอียดโครงการที่เสนอในสคริปต์ ที่ประชุม ครม.วันที่ 27 ตุลาคม 2569 เห็นชอบกรอบวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

โครงการตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดยสนับสนุนวงเงินครัวเรือนละ 50,000 บาท หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะครบ

กำหนดเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570 ตามรายละเอียดที่ระบุในโครงการ

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเตรียมมาตรการสินเชื่อจากธนาคารของรัฐ เพื่อช่วยลดอุปสรรคด้านเงินลงทุนสำหรับประชาชนที่ต้องการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้ครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าบางส่วนใช้เอง ลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบ และลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายพลังงานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของการติดตั้งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน ขนาดระบบที่ติดตั้ง ต้นทุนส่วนที่ครัวเรือนต้องรับผิดชอบ และประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของพื้นที่

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และการบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ระบบพลังงานรองรับการผลิตจากแหล่งที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น โครงการโซลาร์ภาคประชาชนจึงไม่ได้มีผลเฉพาะการลดค่าไฟของครัวเรือน แต่ยังเชื่อมโยงกับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว


ลดภาษีน้ำมัน–หนุนโซลาร์ ทางออกพลังงานแพงของไทย

เมื่อพิจารณาร่วมกัน มาตรการลดภาษีน้ำมันชีวภาพและโครงการโซลาร์ภาคประชาชนมีบทบาทแตกต่างกันในการรับมือวิกฤตพลังงาน

การลดภาษี E20 และ B20 มุ่งเพิ่มทางเลือกด้านเชื้อเพลิง ลดภาระต้นทุนสำหรับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันทั้งสองประเภท และสร้างความต้องการวัตถุดิบเกษตรในประเทศ

ส่วนโครงการโซลาร์ภาคประชาชนมุ่งลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว ผ่านการสนับสนุนให้ครัวเรือนลงทุนผลิตพลังงานบางส่วนด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของทั้งสองมาตรการต้องพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลดค่าใช้จ่ายของประชาชน ความคุ้มค่าของงบประมาณ และความสามารถในการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

ในช่วงที่กองทุนน้ำมันติดลบกว่าแสนล้านบาท และราคาน้ำมันโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน การลดภาระพลังงานของไทยจึงไม่อาจพึ่งการชดเชยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถบริหารต้นทุนพลังงานได้อย่างยั่งยืน