กินเจเงินสะพัด 46,913 ล้าน แต่น้ำท่วมดันผักแพง คนกินเจลดต่ำสุดรอบ 11 ปี
เทศกาลกินเจปี 2569 คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนไทยที่ตั้งใจกินเจกลับลดลง ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดส่งผลให้ราคาผักบางชนิดปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่า ทำให้เงินที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มอาจไม่ได้สะท้อนการซื้อสินค้าที่มากขึ้นเสมอไป
ผลสำรวจของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินสะพัด 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% สูงสุดในรอบ 6 ปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัดส่วนผู้ที่ตั้งใจกินเจกลับลดลงเหลือเพียง 32% ต่ำสุดในรอบ 11 ปี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเจและผู้ค้าวัตถุดิบต้องเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง
กินเจ 2569 วันที่ 10–18 ตุลาคม เงินสะพัดสูงสุดรอบ 6 ปี
เทศกาลกินเจปี 2569 ตรงกับวันที่ 10–18 ตุลาคม รวมระยะเวลา 9 วัน 9 คืน โดยหลายจังหวัดเตรียมจัดกิจกรรมและเทศกาลอาหารเจเพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว
ผลสำรวจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี
ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้บริโภคที่ร่วมเทศกาลคาดว่าจะอยู่ที่ 5,576 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,211 บาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้เข้าร่วมเทศกาลมีแนวโน้มต้องเตรียมเงินสำหรับการกินเจมากขึ้น แม้ภาพรวมการใช้จ่ายยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้และค่าครองชีพ
อาจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันมูลค่าการใช้จ่าย ขณะที่ความตั้งใจทำบุญและกระแสรักสุขภาพยังช่วยประคองความต้องการอาหารเจ
ดังนั้น เงินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจึงสะท้อนทั้งความต้องการซื้อและแรงกดดันด้านราคา ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคซื้ออาหารในปริมาณมากขึ้นทั้งหมด
สำหรับร้านอาหารและผู้ค้าวัตถุดิบ แม้เทศกาลกินเจจะสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ แต่หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาขาย ส่วนต่างกำไรอาจลดลงได้
ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาทั้งจำนวนจานที่ขาย ต้นทุนต่อจาน และยอดขายรวม เพื่อประเมินว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากจำนวนลูกค้าที่มากขึ้น หรือเป็นผลจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น
คนกินเจเหลือ 32% ต่ำสุดรอบ 11 ปี เศรษฐกิจไม่ดี–อาหารแพง
แม้เงินสะพัดในเทศกาลกินเจปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผลสำรวจกลับพบว่า คนไทยที่ตั้งใจกินเจมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ผู้ตั้งใจกินเจปี 2569 มีสัดส่วน 32% ลดลงจาก 34% ในปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี
ส่วนผู้ที่ไม่ตั้งใจกินเจมีสัดส่วนสูงถึง 68% สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนเปลี่ยนมารับประทานอาหารเจในช่วงเทศกาล
เมื่อสอบถามเหตุผลเฉพาะกลุ่มที่ไม่ตั้งใจกินเจ พบว่า
- 25.8% ระบุว่าเศรษฐกิจไม่ดี เป็นเหตุผลอันดับแรก
- 11.3% ระบุว่าอาหารเจมีราคาแพง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัดส่วนภายในกลุ่มผู้ที่ไม่ตั้งใจกินเจ ไม่ใช่สัดส่วนของผู้บริโภคทั้งหมด แต่สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจและราคาอาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้
ในทางกลับกัน ผู้ที่ยังตั้งใจกินเจมีเหตุผลหลากหลาย ทั้งความต้องการทำบุญ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และดูแลสุขภาพ
สำหรับผู้ประกอบการ ความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้การวางแผนขายอาหารเจต้องคำนึงถึงทั้งจำนวนลูกค้าและกำลังซื้อ ไม่ใช่อาศัยเพียงมูลค่าเงินสะพัดรวม
การจัดชุดอาหารหลายระดับราคา การรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า และการปรับปริมาณการผลิตตามยอดขายจริง อาจช่วยลดความเสี่ยงจากอาหารเหลือและวัตถุดิบเสีย โดยยังต้องคำนวณให้ราคาขายครอบคลุมต้นทุน
สรุปข่าว
เทศกาลกินเจปี 2569 คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนไทยที่ตั้งใจกินเจกลับลดลง ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดส่งผลให้ราคาผักบางชนิดปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่า ทำให้เงินที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มอาจไม่ได้สะท้อนการซื้อสินค้าที่มากขึ้นเสมอไป
ผลสำรวจของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินสะพัด 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% สูงสุดในรอบ 6 ปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัดส่วนผู้ที่ตั้งใจกินเจกลับลดลงเหลือเพียง 32% ต่ำสุดในรอบ 11 ปี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเจและผู้ค้าวัตถุดิบต้องเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง
กินเจ 2569 วันที่ 10–18 ตุลาคม เงินสะพัดสูงสุดรอบ 6 ปี
เทศกาลกินเจปี 2569 ตรงกับวันที่ 10–18 ตุลาคม รวมระยะเวลา 9 วัน 9 คืน โดยหลายจังหวัดเตรียมจัดกิจกรรมและเทศกาลอาหารเจเพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว
ผลสำรวจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี
ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้บริโภคที่ร่วมเทศกาลคาดว่าจะอยู่ที่ 5,576 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,211 บาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้เข้าร่วมเทศกาลมีแนวโน้มต้องเตรียมเงินสำหรับการกินเจมากขึ้น แม้ภาพรวมการใช้จ่ายยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้และค่าครองชีพ
อาจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันมูลค่าการใช้จ่าย ขณะที่ความตั้งใจทำบุญและกระแสรักสุขภาพยังช่วยประคองความต้องการอาหารเจ
ดังนั้น เงินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจึงสะท้อนทั้งความต้องการซื้อและแรงกดดันด้านราคา ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคซื้ออาหารในปริมาณมากขึ้นทั้งหมด
สำหรับร้านอาหารและผู้ค้าวัตถุดิบ แม้เทศกาลกินเจจะสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ แต่หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาขาย ส่วนต่างกำไรอาจลดลงได้
ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาทั้งจำนวนจานที่ขาย ต้นทุนต่อจาน และยอดขายรวม เพื่อประเมินว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากจำนวนลูกค้าที่มากขึ้น หรือเป็นผลจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น
คนกินเจเหลือ 32% ต่ำสุดรอบ 11 ปี เศรษฐกิจไม่ดี–อาหารแพง
แม้เงินสะพัดในเทศกาลกินเจปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผลสำรวจกลับพบว่า คนไทยที่ตั้งใจกินเจมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ผู้ตั้งใจกินเจปี 2569 มีสัดส่วน 32% ลดลงจาก 34% ในปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี
ส่วนผู้ที่ไม่ตั้งใจกินเจมีสัดส่วนสูงถึง 68% สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนเปลี่ยนมารับประทานอาหารเจในช่วงเทศกาล
เมื่อสอบถามเหตุผลเฉพาะกลุ่มที่ไม่ตั้งใจกินเจ พบว่า
- 25.8% ระบุว่าเศรษฐกิจไม่ดี เป็นเหตุผลอันดับแรก
- 11.3% ระบุว่าอาหารเจมีราคาแพง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัดส่วนภายในกลุ่มผู้ที่ไม่ตั้งใจกินเจ ไม่ใช่สัดส่วนของผู้บริโภคทั้งหมด แต่สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจและราคาอาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้
ในทางกลับกัน ผู้ที่ยังตั้งใจกินเจมีเหตุผลหลากหลาย ทั้งความต้องการทำบุญ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และดูแลสุขภาพ
สำหรับผู้ประกอบการ ความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้การวางแผนขายอาหารเจต้องคำนึงถึงทั้งจำนวนลูกค้าและกำลังซื้อ ไม่ใช่อาศัยเพียงมูลค่าเงินสะพัดรวม
การจัดชุดอาหารหลายระดับราคา การรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า และการปรับปริมาณการผลิตตามยอดขายจริง อาจช่วยลดความเสี่ยงจากอาหารเหลือและวัตถุดิบเสีย โดยยังต้องคำนวณให้ราคาขายครอบคลุมต้นทุน
น้ำท่วมดันราคาผักพุ่ง ผักชีลาว–กะเพราแพงหลายเท่า
อีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในเทศกาลกินเจปีนี้ คือราคาผักที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่
โดยปกติ ราคาผักบางชนิดมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจตามความต้องการใช้วัตถุดิบ แต่ปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกและฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตบางชนิดเข้าสู่ตลาดลดลง
ข้อมูลราคาผักจาก ตลาดไท เปรียบเทียบช่วงก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดวันที่ 24 กันยายน กับวันที่ 6 ตุลาคม 2569 พบว่า ผักหลายชนิดมีราคาขายส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ชนิดผัก | ก่อนน้ำท่วม (บาท/กก.) | 6 ต.ค. (บาท/กก.) |
ผักชีลาว | 40–80 | 200–220 |
ผักชีไทย | 100–130 | 180–200 |
ใบกะเพรา | 30–40 | 140–180 |
ต้นหอม | 70–80 | 120–130 |
บวบเหลี่ยม | 16–24 | 34–36 |
แตงร้าน | 18–20 | 26–28 |
ที่มา: ข้อมูลราคาผักตลาดไทตามช่วงเวลาที่รายงาน เปรียบเทียบก่อนน้ำท่วมกับวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ราคาจริงขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณสินค้า
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ใบกะเพรา ซึ่งราคาจากเดิม 30–40 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็น 140–180 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ ผักชีลาว จาก 40–80 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 200–220 บาทต่อกิโลกรัม
การปรับขึ้นดังกล่าวสะท้อนว่าผักบางชนิดมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่าภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผักทุกชนิดปรับราคาเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน
ร้านอาหารจึงจำเป็นต้องติดตามราคาวัตถุดิบแต่ละรายการจากแหล่งซื้อจริง ก่อนนำมาคำนวณต้นทุนอาหาร
กรมการค้าภายในชี้น้ำท่วม–ฝนต่อเนื่อง ทำผักเข้าตลาดลดลง
กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ อธิบายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผักที่เข้าสู่ตลาดลดลง
แม้บางพื้นที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ฝนที่ตกต่อเนื่องทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะผักใบที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ
นอกจากนี้ ระยะเวลาการขนส่งที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อคุณภาพสินค้า ทำให้ผักบางส่วนเกิดความเสียหายระหว่างทาง และเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ค้า
ผลกระทบต่อร้านอาหารจึงไม่ได้มีเพียงราคาซื้อวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงปริมาณผักที่ต้องคัดทิ้งมากขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของวัตถุดิบที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้จริงเพิ่มตามไปด้วย
สำหรับร้านอาหารเจที่ต้องใช้ผักเป็นวัตถุดิบหลัก หากไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุน กำไรต่อจานก็อาจลดลง
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เร่งเชื่อมโยงผักจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง และรายงานว่าราคาขายส่งผักบางชนิดในตลาดสี่มุมเมืองเริ่มลดลงจากจุดสูงสุดแล้ว
ผู้ประกอบการจึงควรติดตามราคาแยกตามชนิดผักและแหล่งจำหน่าย พร้อมปรับเมนูตามวัตถุดิบที่หาได้และมีต้นทุนเหมาะสม
คนไทย 33% เตรียมจ่ายเพิ่ม แต่มีเพียง 12.4% ที่จะซื้ออาหารมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญจากผลสำรวจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือความแตกต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้บริโภคเตรียมใช้กับปริมาณอาหารที่ตั้งใจซื้อ
ผลสำรวจพบว่า 33% ของผู้บริโภคคาดว่าจะใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเทศกาลกินเจปีก่อน แต่มีเพียง 12.4% ที่คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการซื้อ
เมื่อสอบถามกลุ่มที่คาดว่าจะจ่ายเงินเพิ่ม พบว่า 38.1% ระบุว่าเป็นเพราะอาหารเจมีราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลอันดับแรก
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ไม่ใช่การบริโภคที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า
- 68% คาดว่าจะซื้ออาหารในปริมาณเท่าเดิม
- 20% คาดว่าจะซื้ออาหารในปริมาณลดลง
- 12.4% คาดว่าจะซื้ออาหารในปริมาณเพิ่มขึ้น
สำหรับร้านอาหาร ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าการเตรียมสินค้าโดยคาดหวังว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าเงินสะพัด อาจทำให้มีอาหารเหลือมากกว่าที่ประเมินไว้
หากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น แต่จำนวนจานที่ขายไม่ได้เพิ่มตาม ร้านอาหารก็อาจมีรายได้สูงขึ้นโดยที่กำไรไม่ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจลดลงด้วยซ้ำ
กินเจปีนี้ ร้านอาหารต้องคุมต้นทุน มากกว่าเร่งยอดขาย
สถานการณ์เทศกาลกินเจปี 2569 สะท้อนความท้าทายของธุรกิจอาหารในช่วงที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย
ด้านหนึ่ง มูลค่าเงินสะพัดเพิ่มขึ้นเป็น 46,913 ล้านบาท แต่ในอีกด้าน จำนวนคนที่ตั้งใจกินเจลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่ต้นทุนผักบางชนิดเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากผลกระทบน้ำท่วม
ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและปริมาณสินค้า โดยเฉพาะการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีราคาสมเหตุสมผล ปรับเมนูตามสถานการณ์ และเตรียมอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการซื้อจริง
การนำเสนอเมนูหลายระดับราคาอาจช่วยรักษาฐานลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด ขณะที่การติดตามต้นทุนต่อจานจะช่วยให้ร้านประเมินกำไรได้แม่นยำกว่าการดูยอดขายรวมเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้บริโภค การที่อาหารมีราคาแพงขึ้นหมายความว่า แม้จะซื้ออาหารในปริมาณเท่าเดิม ก็อาจต้องใช้เงินมากขึ้น และเหลืองบประมาณสำหรับสินค้าอื่นลดลง
เทศกาลกินเจปีนี้จึงไม่ได้วัดความสำเร็จทางธุรกิจจากเงินสะพัดที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าร้านอาหารขายได้มากขึ้นจริงหรือไม่ และยังเหลือกำไรเท่าไรหลังหักต้นทุนที่สูงขึ้น
เพราะในภาวะที่ราคาผักแพงและกำลังซื้อยังเปราะบาง ร้านที่สามารถรักษาความคุ้มค่าให้ลูกค้า พร้อมควบคุมต้นทุนได้ อาจมีความพร้อมรับมือกับการแข่งขันมากกว่าร้านที่มุ่งเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว
- ม.หอการค้าไทยคว้า 3 รางวัล ACES 2026 “ธนวรรธน์” ผู้นำเด่นเอเชีย
- รัฐบาลเดินหน้าลดภาระค่าครองชีพประชาชน เตรียมเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสาย
- "เศรษฐกิจไทย" 69-70 โตต่อ แต่ฟื้นตัว K Shape เผชิญหลายปัจจัยเสี่ยง
- ยุคของแพงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่กระทบคนไทย “กินของดี-มีประโยชน์” ยากขึ้น
- เปิดบิลค่าครองชีพคนไทย ส.ค. 69 อะไรขึ้นมากสุด–อะไรลดลง
ที่มารูปภาพ : chatgpt
