Tesla บุก “เวียดนาม” ผู้นำ EV อาเซียน

ไม่กี่วันมานี้ “เทสลา” (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากสหรัฐฯ ได้จัดตั้งบริษัทลูกในเวียดนาม ชื่อว่า “เทสลา มอเตอร์ส เวียดนาม ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี คอมพานี” (Tesla Motors Vietnam Limited Liability Company) โดยจดทะเบียนในนครโฮจิมินห์ ด้วยทุนจดทะเบียน 7.7667 หมื่นล้านด่อง หรือราว 3 ล้านดอลลาร์ บริษัทใหม่นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออก และการจัดจำหน่าย ข้อมูลการจดทะเบียนระบุชื่อ “เดวิด จอน ไฟน์สไตน์” ชาวอเมริกันที่มีภูมิลำเนาในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เป็นประธานบริษัท (chairman) รวมถึง “อิซาเบล ชิง ฟาน” ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ (general director) และ “เหวียน มันห์ ฮุง” ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (assistant director)
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนับเป็นการรุกคืบของ “เทสลา” เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน “โคเคตโซ โซไอ” นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของ BMI Research ในเครือ “ฟิทช์ โซลูชันส์” (Fitch Solutions) ระบุว่า กรณีของ “เวียดนาม” แตกต่างจาก “ไทย” ที่ตลาด EV เติบโตโดยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและมีผู้เล่นจากจีนตบเท้าเข้ามาทำตลาดหลายราย ส่วน “อินโดนีเซีย” มีความเชื่อมโยงกับวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่และมาตรการจูงใจด้านการผลิตภายในประเทศ แต่ “เวียดนาม” มีแชมป์ระดับชาติ” (national champion) และระบบนิเวศด้านการเดินทางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยผลักดันการใช้งาน EV ภายในประเทศ หมายความว่า “เทสลา” ก้าวเข้าสู่ตลาดที่ผู้บริโภคมีความตระหนักเรื่อง EV ในระดับสูงอยู่แล้ว ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างความต้องการซื้อ EV ขึ้นมาใหม่จากศูนย์ แต่ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าแบรนด์ เทคโนโลยี และประสบการณ์การเป็นเจ้าของ “เทสลา” มีความพรีเมียมกว่าทางเลือกอื่น ๆ ที่มีอยู่
“ปีเตอร์ ริชาร์ดสัน” รองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ “เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช” (Counterpoint Research) ระบุว่า ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ “เทสลา” ในตลาดเวียดนาม คือ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก รวมถึงเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ล้ำสมัย ซึ่งอาจดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อ EV ระดับพรีเมียม สอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์ CNBC ที่มองว่า “เทสลา” น่าจะเลือกรถรุ่น Model 3 และ Model Y สำหรับทำตลาดในเวียดนาม โดยช่วงแรก ๆ “เทสลา” น่าจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในตลาดระดับบน มากกว่าการเน้นตลาดแบบกว้าง ๆ (mass market) แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการตั้งราคาที่สามารถแข่งขันได้ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่น
สรุปข่าว

ไม่กี่วันมานี้ “เทสลา” (Tesla) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากสหรัฐฯ ได้จัดตั้งบริษัทลูกในเวียดนาม ชื่อว่า “เทสลา มอเตอร์ส เวียดนาม ลิมิเต็ด ไลอะบิลิตี คอมพานี” (Tesla Motors Vietnam Limited Liability Company) โดยจดทะเบียนในนครโฮจิมินห์ ด้วยทุนจดทะเบียน 7.7667 หมื่นล้านด่อง หรือราว 3 ล้านดอลลาร์ บริษัทใหม่นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ได้รับอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า ส่งออก และการจัดจำหน่าย ข้อมูลการจดทะเบียนระบุชื่อ “เดวิด จอน ไฟน์สไตน์” ชาวอเมริกันที่มีภูมิลำเนาในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เป็นประธานบริษัท (chairman) รวมถึง “อิซาเบล ชิง ฟาน” ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ (general director) และ “เหวียน มันห์ ฮุง” ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ (assistant director)
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนับเป็นการรุกคืบของ “เทสลา” เข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของเวียดนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน “โคเคตโซ โซไอ” นักวิเคราะห์อาวุโสด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ของ BMI Research ในเครือ “ฟิทช์ โซลูชันส์” (Fitch Solutions) ระบุว่า กรณีของ “เวียดนาม” แตกต่างจาก “ไทย” ที่ตลาด EV เติบโตโดยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและมีผู้เล่นจากจีนตบเท้าเข้ามาทำตลาดหลายราย ส่วน “อินโดนีเซีย” มีความเชื่อมโยงกับวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่และมาตรการจูงใจด้านการผลิตภายในประเทศ แต่ “เวียดนาม” มีแชมป์ระดับชาติ” (national champion) และระบบนิเวศด้านการเดินทางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยผลักดันการใช้งาน EV ภายในประเทศ หมายความว่า “เทสลา” ก้าวเข้าสู่ตลาดที่ผู้บริโภคมีความตระหนักเรื่อง EV ในระดับสูงอยู่แล้ว ดังนั้น ความสำเร็จจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างความต้องการซื้อ EV ขึ้นมาใหม่จากศูนย์ แต่ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์ว่าแบรนด์ เทคโนโลยี และประสบการณ์การเป็นเจ้าของ “เทสลา” มีความพรีเมียมกว่าทางเลือกอื่น ๆ ที่มีอยู่
“ปีเตอร์ ริชาร์ดสัน” รองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ “เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช” (Counterpoint Research) ระบุว่า ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ “เทสลา” ในตลาดเวียดนาม คือ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระดับโลก รวมถึงเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ล้ำสมัย ซึ่งอาจดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อ EV ระดับพรีเมียม สอดคล้องกับความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์ CNBC ที่มองว่า “เทสลา” น่าจะเลือกรถรุ่น Model 3 และ Model Y สำหรับทำตลาดในเวียดนาม โดยช่วงแรก ๆ “เทสลา” น่าจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงในตลาดระดับบน มากกว่าการเน้นตลาดแบบกว้าง ๆ (mass market) แต่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับการตั้งราคาที่สามารถแข่งขันได้ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่น

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “เทสลา” ทำให้การแข่งขันในตลาด EV เวียดนามดุเดือดขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกหลายรายต่างก็รุกคืบเข้าไปยังเวียดนามพร้อมกับกลยุทธ์ด้าน EV ที่แตกต่างกัน ค่ายรถอย่างโตโยต้า, ฮอนด้า, ซูซูกิ และเล็กซัส เน้นรถยนต์ไฮบริด ส่วนฮุนได, เมอร์เซเดส-เบนซ์, ปอร์เช่ และแบรนด์จีนหลายรายต่างเปิดตัว EV ที่ใช้แบตเตอรี่ (BEV) ออกสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแบรนด์ต่างชาติ เพราะจะต้องสู้กับค่ายรถยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่น “วินฟาสต์” (VinFast) ในเครือ “วินกรุ๊ป” ซึ่งไม่ได้มีจุดแข็งแค่เรื่องผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมีระบบนิเวศรองรับอุตสาหกรรม EV ตั้งแต่การผลิต สถานีชาร์จกว่า 150,000 แห่ง และบริการหลังการขาย รวมถึงการใช้ประโยชน์จากธุรกิจในเครือ อาทิ เครือข่ายแท็กซี่ไฟฟ้า
บริษัทวิจัย HSC ประเมินว่า ปัจจุบัน “วินฟาสต์” ครองส่วนแบ่งตลาดรถ EV ในเวียดนามราวร้อยละ 92 ส่วนข้อมูลจาก “วินฟาสต์” ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเวียดนามในปี 2025 อยู่ที่ราวร้อยละ 36 เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่อยู่ที่ร้อยละ 22
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 ยอดขายรถ EV ของ “วินฟาสต์” อยู่ที่กว่า 154,000 คัน ครองตำแหน่งผู้ผลิตรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในเวียดนามติดต่อกัน 24 เดือน ขณะที่บริษัทมีรายได้ในไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 23.11 ล้านล้านด่อง หรือราว 920.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แต่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 28.11 ล้านล้านด่อง หรือราว 1.12 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เนื่องจากบริษัทใช้จ่ายเงินจำนวนมากเกี่ยวกับการสร้างโรงงานแห่งใหม่และเร่งกำลังการผลิต

การบุกตลาดเวียดนามของ “เทสลา” สะท้อนความสำคัญของตลาดแห่งนี้ รายงาน “แนวโน้ม EV โลก” (Global EV Outlook 2026) ที่จัดทำโดยองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม ระบุว่า ในปี 2025 เวียดนามกลายเป็นตลาด EV รายใหญ่ในอาเซียน โดยยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า และสัดส่วนรถ EV อยู่ที่ราวร้อยละ 41 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เร่งตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากระดับศูนย์ในปี 2020 ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาด EV แถวหน้า ซึ่งมีสัดส่วนยอดขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ร้อยละ 25 สำหรับไทยมียอดขาย EV ในปี 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 70 อยู่ที่ 140,000 คัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 หรือเกือบ 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด
รายงานชี้ว่า นโยบายและปัจจัยด้านราคาส่งผลอย่างมากต่อยอดขายรถ EV โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งคาดการณ์ว่าสัดส่วนยอดขายรถ EV จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายในปี 2035 การนำเข้ารถ EV ที่มีราคาจับต้องได้จากจีนช่วยกระตุ้นยอดขายในตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง อาทิ ในไทยที่ราคารถ EV อยู่ในระดับใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนในอินโดนีเซีย ส่วนต่างราคาระหว่างรถ EV กับรถน้ำมันลดลงจากระดับกว่าร้อยละ 50 ในปี 2024 มาอยู่ที่ร้อยละ 40 ในปี 2025 ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีบริษัทผลิตรถ EV รายใหญ่ในท้องถิ่น โดยมีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมัน ทำให้เวียดนามมีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนยอดขายรถ EV เทียบกับรถยนต์ใหม่สูงกว่าร้อยละ 80 ภายในปี 2035 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในบรรดาเพื่อนบ้านอาเซียน

“เคาน์เตอร์พอยต์ รีเสิร์ช” ประเมินว่า ยอดขายรถ EV ในเวียดนามช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 89 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และยังไม่มีสัญญาณของการชะลอตัวลง ขณะที่ยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นท่ามกลางสงคราม ประกอบกับความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น และมาตรการหนุนจากภาครัฐ
ส่วนข้อมูลจาก “มอร์ดอร์ อินเทลลิเจนซ์” (Mordor Intelligence) ระบุว่า ตลาดรถ EV ของเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตแบบทบต้น (CAGR) ในอัตราร้อยละ 18.9 ในระหว่างปี 2026-2031 โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 3.71 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ไปแตะที่ 8.84 พันล้านดอลลาร์ในปี 2031 สำหรับปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดรถ EV ในเวียดนาม ได้แก่ การขยายฐานการผลิตรถภายในประเทศ การลงทุนของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ และต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง

ในแง่การบริโภค การที่คนเวียดนามมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างโอกาสให้กับตลาด EV ธนาคารโลก ประเมินว่า ในปี 2025 GDP ของเวียดนามโตในระดับร้อยละ 8 โดยมี GDP ต่อคนต่อปี (per capita) อยู่ที่ราว 5,066 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 7.41 จาก 4,717 ดอลลาร์ ในปี 2024
BMI Research และ BloombergNEF ระบุว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเปลี่ยนไปใช้รถ EV รวดเร็วที่สุดในอาเซียน เนื่องจากจำนวนประชากรรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของสังคมเมือง ชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และระบบนิเวศสถานีชาร์จที่ครอบคลุม ซึ่งศักยภาพด้านการบริโภคที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ ประกอบกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการลดการปล่อยมลพิษ ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่ค่ายรถ EV ต่างก็ไม่อยากพลาดโอกาส
สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ของเวียดนาม คาดการณ์ว่า จำนวนรถ EV ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจะเพิ่มขึ้นจากเกือบ 375,000 คัน ในเดือนพฤษภาคมปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านคัน ภายในปี 2028 และ 3.5 ล้านคันภายในปี 2040

ทางการเวียดนามสนับสนุนการใช้รถ EV ผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการยกเว้นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนครั้งแรกสำหรับรถ EV แบบใช้แบตเตอรี่ล้วนมาตั้งแต่ปี 2022 และเพิ่งขยายเวลาการยกเว้นค่าธรรมเนียมไปจนถึงสิ้นปี 2030 หมายความว่า หากซื้อรถที่มีราคา 1 พันล้านด่องเวียดนาม หรือราว 1.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับค่าธรรมเนียมปกติที่อัตราร้อยละ 10-12 ขึ้นกับพื้นที่ ก็จะช่วยให้ผู้ซื้อจ่ายน้อยลง 100-120 ล้านด่อง หรือ 127,000-153,000 บาท
นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ โดยตั้งเป้าให้เป็นแนวทางสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านการคมนาคมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบเกี่ยวกับการติดตั้งสถานีชาร์จในปั๊มน้ำมัน และกำหนดมาตรฐานสำหรับการชาร์จไฟฟ้าในที่พักอาศัย ศูนย์การค้า และจุดพักรถริมทาง
- "เวียดนาม" สะดุดแรง! เตือนเสี่ยงไฟฟ้าไม่พอใช้ กระทบแค่ไหน ใกล้ตัวคนไทยหรือยัง?
- EV นำเข้าเจอภาษีใหม่ 30% ไทยเปลี่ยนเกม ตลาดขาย สู่ ฐานผลิต
- สิ้นสุดรอคอย 9 ปี เทสลาเตรียมเปิดตัว Tesla Roadster 1 ต.ค.นี้
- นายกฯ เปิด Gastech 2026 ชู 3 แนวทางพลังงานมั่นคง พร้อมเริ่มโครงการโซลาร์รูฟท็อป 50,000 ล้านบาท
- Tesla เปิดให้บริการ Cybercab แท็กซี่ไร้คนขับในออสติน
ที่มาข้อมูล : IEA, CNBC, Reuters, Vietnam Plus, Thanhnien, Tuoi Tre
ที่มารูปภาพ : TNN
