"เก็บภาษีตั้งแต่บาทแรก" สกัดสินค้าจีนไม่อยู่?
ก่อนกรกฎาคม 2024 สินค้านำเข้ามาในไทยที่มีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (Cost, Insurance and Freight: CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 7 ภายใต้เกณฑ์ De Minimis หรือสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษีหรืออากรศุลกากรซึ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs
กรมศุลกากรไทยจึงได้เริ่มเก็บ VAT ร้อยละ 7 กับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2024 และเริ่มเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายในต่างประเทศ รวมถึงช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการหลีกเลี่ยงภาษี
กรมศุลกากรรายงานผลในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พบว่า มีสินค้านำเข้าภายใต้มาตรการดังกล่าวประมาณ 225 ล้านชิ้น มูลค่าการนำเข้าราว 41,000 ล้านบาท และสามารถจัดเก็บอากรขาเข้าได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท ถือว่าสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กรมศุลกากรเคยประเมินไว้ว่าจะสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรคาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยพบว่าตัวเลขการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มีแนวโน้มลดลง จากราคาของสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา, เคสโทรศัพท์มือถือ, สายนาฬิกา ฯลฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ในทางกลับกัน ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มผู้ค้าภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากประเทศจีนซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น กลับมามีลักษณะทรงตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลงด้วย

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai COMPASS ประเมินว่า “การเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทอาจยังไม่เพียงพอในการสกัดสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามา”
สะท้อนจากข้อมูลในปี 2568 ไทยนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทต่อรายการราว 150-160 ล้านชิ้น มูลค่าราว 3.75 หมื่นล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนมากถึงร้อยละ 82 ทั้งนี้ สินค้ามูลค่าต่ำที่ไทยนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายราวร้อยละ 27 รองลงมาได้แก่ สินค้าการผลิต อื่นๆ เคมีภัณฑ์ และเหล็ก
ส่วนในปี 2026 กรมศุลกากรคาดว่าไทยจะนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยปริมาณการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจะเพิ่มขึ้นถึง 5.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2021 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.7 เท่า แสดงว่า ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้านำเข้าลดลงถึงร้อยละ 50 สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน แม้ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Product Mix

สรุปข่าว
ก่อนกรกฎาคม 2024 สินค้านำเข้ามาในไทยที่มีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (Cost, Insurance and Freight: CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ร้อยละ 7 ภายใต้เกณฑ์ De Minimis หรือสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่กำหนดจะไม่ต้องเสียภาษีหรืออากรศุลกากรซึ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs
กรมศุลกากรไทยจึงได้เริ่มเก็บ VAT ร้อยละ 7 กับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2024 และเริ่มเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายในต่างประเทศ รวมถึงช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการหลีกเลี่ยงภาษี
กรมศุลกากรรายงานผลในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 พบว่า มีสินค้านำเข้าภายใต้มาตรการดังกล่าวประมาณ 225 ล้านชิ้น มูลค่าการนำเข้าราว 41,000 ล้านบาท และสามารถจัดเก็บอากรขาเข้าได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท ถือว่าสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กรมศุลกากรเคยประเมินไว้ว่าจะสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรคาดการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยพบว่าตัวเลขการนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท มีแนวโน้มลดลง จากราคาของสินค้าที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา, เคสโทรศัพท์มือถือ, สายนาฬิกา ฯลฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
ในทางกลับกัน ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มผู้ค้าภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากประเทศจีนซึ่งก่อนหน้านี้มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น กลับมามีลักษณะทรงตัว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลงด้วย

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai COMPASS ประเมินว่า “การเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทอาจยังไม่เพียงพอในการสกัดสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามา”
สะท้อนจากข้อมูลในปี 2568 ไทยนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทต่อรายการราว 150-160 ล้านชิ้น มูลค่าราว 3.75 หมื่นล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนมากถึงร้อยละ 82 ทั้งนี้ สินค้ามูลค่าต่ำที่ไทยนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายราวร้อยละ 27 รองลงมาได้แก่ สินค้าการผลิต อื่นๆ เคมีภัณฑ์ และเหล็ก
ส่วนในปี 2026 กรมศุลกากรคาดว่าไทยจะนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยปริมาณการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจะเพิ่มขึ้นถึง 5.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2021 ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้น 2.7 เท่า แสดงว่า ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้านำเข้าลดลงถึงร้อยละ 50 สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน แม้ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Product Mix

สำหรับสาเหตุที่ทำให้สินค้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะจากจีนมีแนวโน้มทะลักเข้าไทยมากขึ้นมี 3 ปัจจัยหลัก
1. ปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในจีน เนื่องจากสต็อกสินค้าสำเร็จรูปในจีนที่สูง ประกอบกับการขยายกำลังการผลิต ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ผู้ผลิตจีนมีแนวโน้มระบายอุปทานส่วนเกินไปยังตลาดโลกมากขึ้น รวมถึงไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอ ที่สต็อกสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 จากปี 2017 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (CAPU) ราวร้อยละ 80
นอกจากนี้ ในปี 2025-2030 ปัญหา Oversupply ในจีนยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากหลายอุตสาหกรรมที่มี Oversupply ratio มากกว่า 1 ในปี 2022 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2025-2030 เช่น รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น
2. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สงครามการค้ารอบใหม่มีแนวโน้มเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ส่งออกจีนกระจายสินค้ามูลค่าต่ำไปยังตลาดอื่นที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มากขึ้น ภายหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตราร้อยละ 12.5 ภายใต้ Section 301 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2026 สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนไปสหรัฐฯ ลดลงจากร้อยละ 19 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของจีน ในปี 2018 มาอยู่ที่ร้อยละ 11 ในปี 2025
สวนทางกับสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนไปอาเซียนที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13 ในปี 2018 มาอยู่ที่ร้อยละ 18 ในปี 2025 โดยไทยเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางที่จีนระบายสินค้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนมายังไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13.4 CAGR ต่อปี (ปี 2018-2025 ) ซึ่งเติบโตสูงสุดในอาเซียน-6
3. การเติบโตของตลาด e-Commerce ทำให้ผู้ผลิตและผู้ขายในต่างประเทศสามารถจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคไทยได้โดยตรง ทำให้สินค้าราคาถูกทะลักเข้าไทยมากขึ้น
โดยในปี 2025 มูลค่ายอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value: GMV) ผ่าน e-Commerce ในไทยอยู่ที่ 35.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.13 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.8 YoY ซึ่งเติบโตสูงสุดในอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของมูลค่าตลาดค้าปลีกไทยทั้งหมด โดยร้อยละ 80 ของสินค้าที่ซื้อขายออนไลน์นำเข้ามาจากจีน
ส่วนในปี 2030 คาดว่า GMV ผ่าน e-Commerce ในไทยจะสูงถึง 59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.9 ล้านล้านบาท) หรือเติบโตเฉลี่ยปีละร้อยละ 11 CAGR (ปี 2025-2030 ) โดยหมวดสินค้าที่มีการซื้อขายผ่านตลาด e-Commerce ในไทยมากที่สุด ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของตลาด e-Commerce ทั้งหมดของไทย

ปัญหาสินค้ามูลค่าต่ำทะลักเข้าประเทศ ไม่ใช่เฉพาะไทยเท่านั้นที่ดำเนินมาตรการเพื่อควบคุมการนำเข้า แต่หลายประเทศในอาเซียนก็ประสบปัญหาและดำเนินมาตรการควบคุมเช่นกัน โดย Krungthai COMPASS ระบุว่าหลายประเทศในอาเซียนมีการปรับมาตรการภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามเริ่มเก็บภาษีขาย (GST/Sales Tax/VAT) กับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ
ขณะที่อินโดนีเซียปรับลดเกณฑ์ De Minimis เหลือ 3 ดอลลาร์สหรัฐ และสินค้าแฟชั่นถูกเก็บอากรขาเข้าที่สูง โดยงานวิจัยของ Scientax พบว่า มาตรการดังกล่าวทำให้อินโดนีเซียนำเข้าสินค้าแฟชั่นลดลงเฉลี่ย 2,147 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ HS code ต่อเดือน
ส่วนไทยเริ่มจัดเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทุกชิ้นที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2026 โดยเสื้อผ้าและรองเท้าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตราสูงสุดที่ร้อยละ 30 ขณะที่กระเป๋าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 20 ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ถูกเก็บตามพิกัดศุลกากรของแต่ละสินค้า ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณร้อยละ 10-20

ทั้งนี้ เดิมกรมศุลกากรคาดว่า ในปี 2026 ไทยจะนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าราวร้อยละ 27 เป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายร้อยละ 18 เป็นสินค้าการผลิตอื่นๆ และอีกราวร้อยละ 55 เป็นสินค้าอื่นๆ
โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า กรณี Base หากผู้ขายส่งผ่านภาระภาษีไปยังราคานำเข้าสินค้าได้ร้อยละ 70 คาดว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจะช่วยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทได้ราว 3.3 พันล้านบาท หรือลดลงราวร้อยละ 7 จากระดับเดิม แบ่งเป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายคาดว่าจะลดลงราว 1.8 พันล้านบาท
ขณะที่สินค้าการผลิตอื่นๆ และสินค้าอื่นๆ คาดว่าจะลดลงราว 0.2 และ 1.3 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยประเมินจากค่าความยืดหยุ่นของปริมาณกับราคานำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งหากสามารถจัดเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำได้ทั้งหมด คาดว่าจะช่วยให้ภาครัฐมีรายได้จากอากรขาเข้าในปี 2569 เพิ่มขึ้นราว 8.2 พันล้านบาท

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้า+VAT ร้อยละ 7 กับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจะช่วยลดส่วนต่างราคาสินค้าไทยกับราคาสินค้านำเข้าตามอัตราอากรขาเข้าราวร้อยละ 15-30
อย่างไรก็ดี มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้า+VAT ร้อยละ 7 อาจยัง "ไม่เพียงพอ" ในการชะลอการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) เนื่องจากราคานำเข้าสินค้าจากจีนหลังเก็บอากรขาเข้า + VAT ร้อยละ 7 ยังต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยอยู่มาก เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากจีนมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยราวร้อยละ 44-85 ทำให้โจทย์หลักอยู่ที่การยกระดับการแข่งขันของ SMEs ไทย และการบังคับใช้มาตรฐานสินค้าที่เข้มงวด

Krungthai COMPASS มองว่า การรับมือกับปัญหาสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะจากจีนที่มีแนวโน้มทะลักเข้ามาในไทย จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาผล กระทบในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะยาว
โดยในระยะสั้น “ผู้ประกอบการ” ต้องบริการจัดการต้นทุนและปรับ Product MIX เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคากับสินค้านำเข้าราคาต่ำ ต้องยกระดับคุณภาพสินค้าและมาตรฐาน เพื่อรักษาลูกค้าและเพิ่มความแตกต่าง และขยายช่องทางจำหน่ายทั้ง Online และ Offline เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น และในระยะยาวต้องลงทุนในการพัฒนาแบรนด์สินค้า วิจัยและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และประยุกต์ใช้ Automation, AI และ Digital Technology เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและขยายตลาดใหม่
ขณะที่ “ภาครัฐ” ในระยะสั้นต้องกำกับดูแลการแข่งขันให้เป็นธรรม และปิดช่องว่างการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การตรวจสอบมาตรฐาน ความปลอดภัย และการสำแดงราคาสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวด และกำกับดูแลสินค้า Cross-border e-Commerce ให้เสียภาษีและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเท่าเทียม และในระยะยาว ต้องยกระดับขีดความสามารถของธุรกิจไทย ผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยี สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิส ติกส์และดิจิทัล และส่งเสริมให้ SMEs เชื่อมโยงเข้าสู่ Supply Chain ระดับภูมิภาคและระดับโลก
สำหรับ “ภาคธนาคาร” ในระยะสั้นควรสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้โครงการ Reinvest Thailand เช่น โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) และส่งเสริมการใช้ Local content/Made in Thailand (MiT) และในระยะยาว ควรสนับสนุนสินเชื่อเพื่อ Automation, Digitalization, R&D และการขยายตลาดต่างประเทศ และเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับพันธมิตร และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขัน

- รมว.คลังสหรัฐฯ หารือรองนายกรัฐมนตรีจีน ปูทางก่อนทรัมป์พบสีจิ้นผิง
- รัฐเก็บภาษีนำเข้าออนไลน์ 11 เดือนทะลุ 4 พันล้าน สกัดสวมสิทธิ Made in Thailand
- เก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก ทะลุ 4 พันล้านบาท
- ศุลกากร เปิดผลงาน 9 เดือนแรก ปราบปรามสินค้าเถื่อนพุ่งร้อยละ 20
- โฆษกรัฐบาลย้ำ ข่าวขึ้น VAT 10% เป็นข่าวปลอม
ที่มาข้อมูล : Krungthai COMPASS
ที่มารูปภาพ : Krungthai COMPASS, TNN
