“สี จิ้นผิง” จ่อเยือนสหรัฐฯ ต้องจับตาเรื่องอะไรบ้าง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
“สี จิ้นผิง” จ่อเยือนสหรัฐฯ ต้องจับตาเรื่องอะไรบ้าง?

ยืนยันแล้ว ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายนนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในระดับ “รัฐพิธี” (State Visit) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เยือนกรุงปักกิ่งไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา


นั่นหมายความว่า ผู้นำของ 2 มหาอำนาจจะมีการประชุมสุดยอดถึง 2 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนับเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก


การพบกันครั้งนี้ (และครั้งก่อน) มีขึ้นท่ามกลางการแข่งขันกันในแทบทุกมิติ ตั้งแต่ สงครามการค้าและภาษี, แร่หายาก, เซมิคอนดัคเตอร์, AI, ไต้หวัน ไปจนถึงสงครามอิหร่าน


แม้จะพบกันถึง 2 ครั้งใน 4 เดือน แต่นักวิเคราะห์ต่างก็ไม่ได้คาดหวังว่าการเจอกันในสหรัฐฯ ครั้งนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจโลกมากนัก ดังนั้น ความคาดหวังต่อ “ข้อตกลงใหญ่” จึงค่อนข้างต่ำ


มีอะไรบ้างที่น่าจับตามองในการประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้ 


2. สงครามภาษี 


จีนและสหรัฐฯ ตอบโต้กันอย่างหนักด้วยมาตรการภาษีในปี 2025 ก่อนที่ทรัมป์และสี จิ้นผิง จะบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ดังนั้นหนึ่งในสิ่งที่ถูกจับตามากที่สุดในการประชุมรอบนี้ คือ ทั้งสองฝ่าย จะต่ออายุการพักรบการค้าออกไปได้อีกหรือไม่? รวมถึงจีนจะยอมเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตร เครื่องบิน และสินค้าอื่น ๆ จากสหรัฐฯ มากเพียงใด ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้จีนผ่อนคลายข้อจำกัดด้านแร่หายากและวัตถุดิบสำคัญ


ขณะที่ความสนใจของทรัมป์ก็ต้องกระจายไปยังปัญหานโยบายต่างประเทศอื่นอีกหลายด้าน ตั้งแต่สงครามในนอิหร่านและยูเครน ไปจนถึงความขัดแย้งกับยุโรปในประเด็นการไม่ช่วยเหลือในสงคราม


ส่วนจีนเองก็เผชิญความท้าทายในประเทส ทั้งการซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ แต่เครื่องจักรส่งออกของจีนที่ทรัมป์หวังสกัดกั้นกลับยังคงเดินหน้าต่อไป จนเหล่านักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “China Shock 2.0” หรือ “แรกกระแทกระลอก 2 จากจีน”

สรุปข่าว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน เตรียมเยือนสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายนนี้ ในระดับรัฐพิธี ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดครั้งที่สองในรอบสี่เดือน ท่ามกลางความตึงเครียดและการแข่งขันรอบด้าน ทั้งสงครามการค้าและภาษี เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และเซมิคอนดักเตอร์ ประเด็นไต้หวัน ไปจนถึงสถานการณ์ในอิหร่าน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความคาดหวังต่ำว่าจะเกิด "ข้อตกลงใหญ่" หรือความคืบหน้าที่สำคัญ โดยมองว่าหากเพียงแค่สามารถรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้า เปิดช่องทางเจรจา และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์ถอยหลังไปสู่ความเผชิญหน้าได้ ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่มีความหมายแล้ว ประเด็นหลักที่ต้องจับตาคือ การต่ออายุการพักรบทางการค้าและความตกลงด้านการค้าอื่น ๆ การหารือเรื่องความปลอดภัยและความก้าวหน้าของ AI รวมถึงประเด็นไต้หวันที่ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการเจรจาสำหรับจีน แม้ประธานาธิบดีสีจะคาดว่าจะนำคณะผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีและรถยนต์ไฟฟ้าของจีนร่วมคณะด้วย เพื่อเน้นย้ำถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ

ยืนยันแล้ว ระหว่างวันที่ 23-25 กันยายนนี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน จะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในระดับ “รัฐพิธี” (State Visit) ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เยือนกรุงปักกิ่งไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา


นั่นหมายความว่า ผู้นำของ 2 มหาอำนาจจะมีการประชุมสุดยอดถึง 2 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนับเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก


การพบกันครั้งนี้ (และครั้งก่อน) มีขึ้นท่ามกลางการแข่งขันกันในแทบทุกมิติ ตั้งแต่ สงครามการค้าและภาษี, แร่หายาก, เซมิคอนดัคเตอร์, AI, ไต้หวัน ไปจนถึงสงครามอิหร่าน


แม้จะพบกันถึง 2 ครั้งใน 4 เดือน แต่นักวิเคราะห์ต่างก็ไม่ได้คาดหวังว่าการเจอกันในสหรัฐฯ ครั้งนี้จะมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 มหาอำนาจโลกมากนัก ดังนั้น ความคาดหวังต่อ “ข้อตกลงใหญ่” จึงค่อนข้างต่ำ


มีอะไรบ้างที่น่าจับตามองในการประชุมสุดยอดผู้นำจีน-สหรัฐฯ ครั้งนี้ 


2. สงครามภาษี 


จีนและสหรัฐฯ ตอบโต้กันอย่างหนักด้วยมาตรการภาษีในปี 2025 ก่อนที่ทรัมป์และสี จิ้นผิง จะบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ดังนั้นหนึ่งในสิ่งที่ถูกจับตามากที่สุดในการประชุมรอบนี้ คือ ทั้งสองฝ่าย จะต่ออายุการพักรบการค้าออกไปได้อีกหรือไม่? รวมถึงจีนจะยอมเพิ่มการซื้อสินค้าเกษตร เครื่องบิน และสินค้าอื่น ๆ จากสหรัฐฯ มากเพียงใด ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้จีนผ่อนคลายข้อจำกัดด้านแร่หายากและวัตถุดิบสำคัญ


ขณะที่ความสนใจของทรัมป์ก็ต้องกระจายไปยังปัญหานโยบายต่างประเทศอื่นอีกหลายด้าน ตั้งแต่สงครามในนอิหร่านและยูเครน ไปจนถึงความขัดแย้งกับยุโรปในประเด็นการไม่ช่วยเหลือในสงคราม


ส่วนจีนเองก็เผชิญความท้าทายในประเทส ทั้งการซื้อในประเทศที่ชะลอตัว และวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ แต่เครื่องจักรส่งออกของจีนที่ทรัมป์หวังสกัดกั้นกลับยังคงเดินหน้าต่อไป จนเหล่านักเศรษฐศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “China Shock 2.0” หรือ “แรกกระแทกระลอก 2 จากจีน”

2. สงคราม AI


หนึ่งในประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น คือการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสองมหาอำนาจ เพราะในขณะที่สหรัฐฯ และจีนแข่งกันเพื่อเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี AI ทั้งสองประเทศก็มีความกังวลว่า AI ที่อยู่ในมือของอีกฝ่าย อาจถูกนำไปใช้จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ


ฝ่ายสหรัฐฯ ต้องการหารือเรื่องความปลอดภัยของ AI, เซมิคอนดัคเตอร์, การเข้าถึงโมเดลทรัพย์สินทางปัญญา, ความมั่นคงทางไซเบอร์ และข้อจำกัดการใช้ AI ทางทฟาร ขณะที่จีนเองมองว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ บางส่วนไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดความเสี่ยงจาก AI แต่ยังอาจ “จำกัดความสามารถของจีนในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองด้วย”


โดยเฉพาะในช่วงที่จีนกำลังลดช่องว่างทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ทำให้การแข่งขันด้าน AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่เชื่อมโยงกับ ความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ด้วย


นี่จึงเป็นโจทย์ที่ซับซ้อน เพราะทั้งสองฝ่ายต้องการ “ลดความเสี่ยงจาก AI” ในเวลาเดียวกับที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ต้องการเปิดช่องให้อีกฝ่ายได้เปรียบในการแข่งขัน


ก่อนการประชุมสุดยอด สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้หารือกันที่นครนิวยอร์ก โดยนำประเด็น AI เข้ามาอยู่ในกรอบการหารือทางเศรษฐกิจด้วย


แต่ยังไม่มีสัญญาณว่าการประชุมทรัมป์–สีครั้งนี้จะนำไปสู่ “ข้อตกลงใหญ่” ด้าน AI จุดที่มีโอกาสหาจุดร่วมกันได้มากที่สุดอาจเป็นเพียง การวางมาตรการป้องกันความเสี่ยงและสร้างช่องทางสื่อสาร เพื่อไม่ให้การแข่งขันด้าน AI ลุกลามไปสู่ปัญหาความมั่นคง

3. ไต้หวัน


การเจอกันครั้งก่อนที่กรุงปักกิ่ง ทรัมป์บอกกับนักข่าวว่า ปธน.สี ได้ถามย้ำเขาหลายครั้งเกี่ยวกับไต้หวัน รวมถึงเรื่องที่สหรัฐฯ จะขายอาวุธให้กับไต้หวัน และนโยบายการปกป้องไต้หวันของสหรัฐฯ .. แต่ภายหลังการคุยกันครั้งนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ข้อตกลงการขายอาวุธมูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 4.6 แสนล้านบาท ให้ไต้หวันนั้นคือ “เครื่องมือต่อรองกับจีน”


และการต่อรองครั้งนั้นอาจได้ผล เพราะจีนได้สั่งซื้อเครื่องบินโบอิงหลายสิบลำ รวมถึงผลิตภัณฑ์การเกษตรจากสหรัฐฯ พร้อมคำมั่นที่จะมีมาตรการคุมเข้มส่วนประกอบของ “เฟนทานิล” ที่ทำให้เกิดวิกฤตคนติดยาในสหรัฐฯ อีกด้วย


การเจอกันครั้งนี้ จึงคาดว่า สหรัฐฯ จะยังคงเลื่อนการประกาศจำหน่ายแพกเกจอาวุธนี้ให้กับไต้หวันออกไปอีก จนกว่าจะเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคในเมืองเสิ่นเจิ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้


ดังนั้น ประเด็นสำคัญของสหรัฐฯ อาจเน้นไปที่การเจรจาการค้าเป็นอันดับต้น ๆ แต่สำหรับจีนแล้ว ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อประเด็นเรื่อง “ไต้หวัน” อาจเป็นกุญแจสำคัญของการรเจรจา


4. อิหร่าน


สหรัฐฯ มองว่า “จีน” อาจมีความสามารถในการเพิ่มแรงกดดันไปยังอิหร่านให้ยุติสงครามที่ดำเนินอยู่ ที่เป็นตัวฉุดให้คะแนนนิยมในตัวทรัมป์ดำดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในเส้นทางการเมืองของเขา


แต่ดูเหมือนสี จิ้นผิง จะไม่สนใจที่จะเพิ่มแรงกดดันไปยังอิหร่านแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จีนได้ขายสินค้าให้อิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ผ่านการหลบเลี่ยงการคว่ำบาตร แต่กระทรวงต่างประเทศจีนชี้ว่า ไม่มีการดำเนินการเช่นนั้น 


5. ผู้บริหารบริษัทเทค, EV อาจเข้าร่วม


การเจอกันที่กรุงปักกิ่งเมื่อ 4 เดือนก่อน ทรัมป์ได้ขนทัพ CEO บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมเที่ยวบิน Air Force One ไปด้วย รวมถึงการแวะรับเจนเซ่น หวง CEO ของ Nvidia ระหว่างทาง


การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ของผู้นำจีน จึงคาดว่า อาจมีการนำทัพผู้บริหารของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของจีน, บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า และบริษัทด้านอวกาศร่วมทรัปไปด้วย เช่น BYD, Xiaomi, Innolight 


Reuters ระบุว่า ความคาดหวังต่อความคืบหน้าครั้งใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพียงการรักษาข้อตกลงพักรบทางการค้า เปิดช่องทางเจรจา และป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์ถอยกลับไปสู่การเผชิญหน้ารุนแรง ก็อาจถือเป็นผลลัพธ์ที่มีความหมายแล้ว

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Getty Images