
หอการค้าไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อม ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมคณะนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย โดยได้หารือกับองค์กรเศรษฐกิจและนักธุรกิจรัสเซีย รวมถึงเตรียมจัดงาน Russian–Thai Investment Forum 2026 ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ
ดร.พจน์ กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยและรัสเซียในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าทั้งปีอาจแตะ 2,200 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าการค้าสองประเทศมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร จึงเสนอให้เร่งผลักดัน Thai–EAEU FTA เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นระบบ ลดข้อจำกัดด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์
สรุปข่าว
หอการค้าไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อม ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมคณะนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเปิดโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจไทย โดยได้หารือกับองค์กรเศรษฐกิจและนักธุรกิจรัสเซีย รวมถึงเตรียมจัดงาน Russian–Thai Investment Forum 2026 ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ
ดร.พจน์ กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยและรัสเซียในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 1,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าทั้งปีอาจแตะ 2,200 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าการค้าสองประเทศมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร จึงเสนอให้เร่งผลักดัน Thai–EAEU FTA เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่เป็นระบบ ลดข้อจำกัดด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์
สำหรับ EAEU ซึ่งประกอบด้วย รัสเซีย อาร์เมเนีย เบลารุส คาซัคสถาน และคีร์กีซสถาน มีประชากรรวมกว่า 185 ล้านคน จึงถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับสินค้าและบริการไทย ขณะเดียวกันการทำ FTA จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการนำเข้าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่ไทยมีความต้องการ เช่น ปุ๋ย พลังงาน และเทคโนโลยี โดยภาคเอกชนไทยเสนอให้ความร่วมมืออยู่บนหลัก Reciprocity และ Mutual Benefit หรือการเปิดตลาดและสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุล
ในด้านสินค้า ไทยมีศักยภาพส่งออกทูน่ากระป๋องและอาหารสัตว์เลี้ยงไปยังรัสเซีย ขณะที่สินค้าจากรัสเซียที่ตอบโจทย์ตลาดไทย ได้แก่ ปุ๋ย แป้งสาลี ปูจักรพรรดิ น้ำมันดอกทานตะวัน เนื้อโค และสินค้าประมง โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียชนิดเม็ดที่ไทยมีความต้องการนำเข้าประมาณ 1–2 ล้านตันต่อปี ซึ่งฝ่ายรัสเซียแสดงความพร้อมในการจัดส่งและสนับสนุนการทำสัญญาระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังติดข้อจำกัดด้านการขึ้นทะเบียนและอนุญาตนำเข้าสินค้า โดยมีโรงงานทูน่าไทย 36 แห่ง รอการพิจารณาขึ้นทะเบียน ขณะที่โรงงานอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยที่สามารถส่งออกไปยังรัสเซียได้มีเพียง 2 แห่ง และยังมีอีก 22 แห่งที่รอการพิจารณา ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเร่งแก้ไขอุปสรรคเป็นรายผลิตภัณฑ์ พร้อมจัดทำ Roadmap ความร่วมมือทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้การเปิดตลาดเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.พจน์ ระบุว่า หากสามารถปลดล็อกข้อจำกัดและผลักดันความร่วมมือได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรและอาหาร คาดว่าไทยและรัสเซียมีศักยภาพเพิ่มมูลค่าการค้าร่วมกันได้ ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันยังควรยกระดับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ทั้งการอำนวยความสะดวกและการสร้างความมั่นใจด้านบริการและประกันภัย เพื่อสนับสนุนการเดินทางระหว่างสองประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภาคเอกชนไทยมองว่า การผลักดัน Thai–EAEU FTA ควบคู่กับการเปิดตลาดสินค้าและแก้ไขอุปสรรคด้านการขึ้นทะเบียน จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–รัสเซีย จากความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานไปสู่ หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สมดุล และยั่งยืน พร้อมตั้งเป้าหมายขยายมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ EAEU สู่ระดับ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน 5 ปี
ที่มาข้อมูล : หอการค้าไทย
ที่มารูปภาพ : หอการค้าไทย
