คลังมองเงินบาทปี69ผันผวน ชี้จับตาเฟด

Share on Line Share on Facebook Share on X

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงคาดการณ์ทิศทาง ค่าเงินบาท ประจำปี 2569 ว่า สศค. ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวจะอยู่ที่ 32.0 - 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือมีค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนการแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของปี 2568


อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางค่าเงินบาท จะดูแข็งค่าขึ้นจากปีก่อน แต่หากเทียบกับการประเมินครั้งก่อนหน้าเมื่อเดือน เม.ย. 2569 ถือเป็นการปรับมุมมองให้อ่อนค่าลงเล็กน้อย จากเดิมที่เคยมองไว้ระดับ 32.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดของ สศค. นี้ สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ประเมินไว้ที่ 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ





สรุปข่าว

สศค.ประเมินเงินบาทปี 69 เคลื่อนไหว 32.0–33.0 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากคาดการณ์เดิม เตือนรับมือแรงกดดันจาก Fed และความเสี่ยงภายนอก

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงคาดการณ์ทิศทาง ค่าเงินบาท ประจำปี 2569 ว่า สศค. ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวจะอยู่ที่ 32.0 - 33.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือมีค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนการแข็งค่าขึ้นร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของปี 2568


อย่างไรก็ตาม แม้ทิศทางค่าเงินบาท จะดูแข็งค่าขึ้นจากปีก่อน แต่หากเทียบกับการประเมินครั้งก่อนหน้าเมื่อเดือน เม.ย. 2569 ถือเป็นการปรับมุมมองให้อ่อนค่าลงเล็กน้อย จากเดิมที่เคยมองไว้ระดับ 32.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดของ สศค. นี้ สอดคล้องกับค่าเฉลี่ย ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ที่ประเมินไว้ที่ 32.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ





นายวโรทัย ระบุว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทมีความเชื่อมโยงและผูกติดกับดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD Index) สูงกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเกือบร้อยละ 3 จากแรงหนุนของราคาพลังงานและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออก


ส่วนประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องเฝ้าระวังคือ การคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งกลไกนี้จะเป็นเสมือนแม่เหล็กดูดกระแสเงินทุน ให้ไหลกลับเข้าสู่สหรัฐฯ มากขึ้น

นอกจากนี้ สศค. ได้เน้นย้ำถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับค่าเงินบาทในระยะต่อไป ได้แก่


1.ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ถือเป็นกันชนสำคัญทางเศรษฐกิจ หากรายรับจากภาคส่งออกและการท่องเที่ยวลดลง จนการเกินดุลหดตัวหรือพลิกกลับมาขาดดุล จะกลายเป็นแรงกดดันหลักที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าและผันผวนสูง


2.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ทิศทางตลาดโลกที่อาจตื่นตระหนกจากความไม่แน่นอนของสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ 


3.นโยบายชาติมหาอำนาจ การดำเนินนโยบายการเงินและการค้าของสหรัฐฯ ตลอดจนทิศทางเศรษฐกิจโลก ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ว่าจะเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหนีไปถือครอง "สินทรัพย์ปลอดภัย" อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และทองคำแทน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

แท็กบทความ