
ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “ทะเลแคสเปียน” กลายเป็นพื้นที่พิพาทใหม่ หลัง “ยูเครน” ปฏิบัติการโจมตีเรือพาณิชย์ของ “อิหร่าน” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเป็นการตัดการลำเลียงอาวุธจากอิหร่านให้กับรัสเซีย ขณะที่อิหร่านขู่ตอบโต้กลับอย่างเต็มที่ การเปิดแนวรบใหม่ครั้งนี้กำลังขยายวงให้ 2 สงครามมาบรรจบกัน นั่นคือ สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในตะวันออกกลาง เหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดจากการกลับมาโจมตีกันอย่างรุนแรงอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะพักการโจมตีชั่วคราวก็ตาม แต่ยังไม่มีสัญญาณของการยุติความขัดแย้ง
การเผชิญหน้าระหว่างยูเครนกับอิหร่านทำให้เกิดคำถามว่า “ทะเลแคสเปียน” หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ อาจกลายเป็นสนามรบแห่งใหม่หรือไม่ ซึ่งจะซ้ำเติมผลกระทบจากการปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” บริเวณอ่าวเปอร์เซีย กับช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” ที่เชื่อมระหว่าง “ทะเลแดง” และ “คลองสุเอซ” ทางตอนเหนือ กับอ่าวเอเดนและทะเลอาหรับ
ทะเลแคสเปียนถือเป็นเส้นทางสำคัญของรัสเซียในการขนส่งธัญพืช อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ รวมถึงเหล็ก โดยรัสเซียให้ความสำคัญกับการส่งออกผ่านทะเลแคสเปียนอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นส่งออกไปยังอิหร่าน รวมถึงประเทศในอ่าวเปอร์เซีย อิรัก และอัฟกานิสถาน รัสเซียมีท่าเรือส่งออกธัญพืช 3 แห่งในทะเลแคสเปียน ขณะเดียวกัน ทะเลแคสเปียนก็เป็นเส้นทางขนส่งที่ปลอดภัยสำหรับอิหร่าน โดยอิหร่านพัฒนาท่าเรือสำคัญหลายแห่งในทะแลแคสเปียน อาทิ ท่าเรืออันซาลี นอกจากนี้ คาซัคสถานยังส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ราวร้อยละ 80 จากทะเลแคสเปียนไปทะเลดำ หากเส้นทางนี้ได้รับผลกระทบก็อาจทำให้น้ำมันจากคาซัคสถานหายไปจากตลาดโลกราว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนและอิหร่านเสื่อมถอยลงอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่ออิหร่านเริ่มจัดหาโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ให้กับรัสเซียที่สามารถดัดแปลงสำหรับโจมตีเมืองต่าง ๆ ของยูเครน ซึ่งยูเครนอ้างว่าสกัดโดรนดังกล่าวตกไปแล้วกว่า 44,000 ลำ นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ขณะเดียวกัน ยูเครนก็ฝึกการสกัดโดรนของอิหร่านให้กับประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ตกเป็นเป้าหมาย อาทิ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และคูเวต ทั้งนี้ การเผชิญหน้าระหว่างยูเครนกับอิหร่านตึงเครียดขึ้น ซึ่งยูเครนอยู่ในระยะทำการของระบบขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหลายระบบ หากอิหร่านตัดสินใจตอบโต้ตามคำขู่ แต่ก็จะเป็นการเปิดศึกหลายด้าน

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะที่แนวรบต่าง ๆ กำลังบรรจบกัน ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน การเผชิญหน้าระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตี และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สะท้อนว่าความขัดแย้งกำลังพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนที่มากขึ้น หลากหลายมิติ และส่งผลกระทบในระดับโลก ไม่ใช่แค่ภูมิภาค
ที่น่าสนใจ คือ เรือบรรทุกน้ำมันกำลังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีมากขึ้น เนื่องจากสงครามเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเป็นอิหร่านที่เพิ่มการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อคุมอำนาจในการต่อรอง เช่นเดียวกันกลุ่มฮูตีในเยเมน พันธมิตรของอิหร่าน ที่คุมการเดินเรือในช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” ที่เชื่อมกับทะเลแดง ด้าน “ยูเครน” ก็กล่าวอ้างว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน เรือบรรทุกสินค้า และเรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียในบริเวณทะเลอาซอฟและทะเลดำมากกว่า 150 ลำ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากหลายแนวรบพร้อมกัน และบีบให้ปริมาณน้ำมันจากตะวันออกกลางเผชิญกับสถานการณ์ “ไร้ทางออก” (no way out) มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 30 ในเดือนกรกฎาคม โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปลายสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซเลวร้ายลง ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการที่สหรัฐฯ กับอิหร่านพักการโจมตีชั่วคราว แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ข้อมูลจาก UN Global Platform และ IMF PortWatch สะท้อนว่า ปริมาณเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” ยังอยู่ในระดับต่ำ นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีปฏิบัติการโจมตีเรือพาณิชย์บริเวณดังกล่าวเมื่อปลายปี 2566 ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส โดยจำนวนเรือลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น แม้เวลาจะล่วงเลยมานานแต่ปริมาณเรือที่แล่นผ่านเส้นทางนั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับคำเตือนล่าสุดของกลุ่มฮูตีก็เพียงพอที่จะทำให้เรือพาณิชย์หลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ ขณะที่การปิดช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” กระทบการขนส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันที่ซาอุดีอาระเบียใช้เป็นแผนสำรองทดแทนช่องแคบ “ฮอร์มุซ”
สรุปข่าว

ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “ทะเลแคสเปียน” กลายเป็นพื้นที่พิพาทใหม่ หลัง “ยูเครน” ปฏิบัติการโจมตีเรือพาณิชย์ของ “อิหร่าน” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเป็นการตัดการลำเลียงอาวุธจากอิหร่านให้กับรัสเซีย ขณะที่อิหร่านขู่ตอบโต้กลับอย่างเต็มที่ การเปิดแนวรบใหม่ครั้งนี้กำลังขยายวงให้ 2 สงครามมาบรรจบกัน นั่นคือ สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในตะวันออกกลาง เหตุปะทะครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดจากการกลับมาโจมตีกันอย่างรุนแรงอีกครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะพักการโจมตีชั่วคราวก็ตาม แต่ยังไม่มีสัญญาณของการยุติความขัดแย้ง
การเผชิญหน้าระหว่างยูเครนกับอิหร่านทำให้เกิดคำถามว่า “ทะเลแคสเปียน” หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ อาจกลายเป็นสนามรบแห่งใหม่หรือไม่ ซึ่งจะซ้ำเติมผลกระทบจากการปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” บริเวณอ่าวเปอร์เซีย กับช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” ที่เชื่อมระหว่าง “ทะเลแดง” และ “คลองสุเอซ” ทางตอนเหนือ กับอ่าวเอเดนและทะเลอาหรับ
ทะเลแคสเปียนถือเป็นเส้นทางสำคัญของรัสเซียในการขนส่งธัญพืช อาทิ ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ รวมถึงเหล็ก โดยรัสเซียให้ความสำคัญกับการส่งออกผ่านทะเลแคสเปียนอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเน้นส่งออกไปยังอิหร่าน รวมถึงประเทศในอ่าวเปอร์เซีย อิรัก และอัฟกานิสถาน รัสเซียมีท่าเรือส่งออกธัญพืช 3 แห่งในทะเลแคสเปียน ขณะเดียวกัน ทะเลแคสเปียนก็เป็นเส้นทางขนส่งที่ปลอดภัยสำหรับอิหร่าน โดยอิหร่านพัฒนาท่าเรือสำคัญหลายแห่งในทะแลแคสเปียน อาทิ ท่าเรืออันซาลี นอกจากนี้ คาซัคสถานยังส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ราวร้อยละ 80 จากทะเลแคสเปียนไปทะเลดำ หากเส้นทางนี้ได้รับผลกระทบก็อาจทำให้น้ำมันจากคาซัคสถานหายไปจากตลาดโลกราว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ความสัมพันธ์ระหว่างยูเครนและอิหร่านเสื่อมถอยลงอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2565 เมื่ออิหร่านเริ่มจัดหาโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ให้กับรัสเซียที่สามารถดัดแปลงสำหรับโจมตีเมืองต่าง ๆ ของยูเครน ซึ่งยูเครนอ้างว่าสกัดโดรนดังกล่าวตกไปแล้วกว่า 44,000 ลำ นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน ขณะเดียวกัน ยูเครนก็ฝึกการสกัดโดรนของอิหร่านให้กับประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ตกเป็นเป้าหมาย อาทิ กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และคูเวต ทั้งนี้ การเผชิญหน้าระหว่างยูเครนกับอิหร่านตึงเครียดขึ้น ซึ่งยูเครนอยู่ในระยะทำการของระบบขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหลายระบบ หากอิหร่านตัดสินใจตอบโต้ตามคำขู่ แต่ก็จะเป็นการเปิดศึกหลายด้าน

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะที่แนวรบต่าง ๆ กำลังบรรจบกัน ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน การเผชิญหน้าระหว่างซาอุดีอาระเบียกับกลุ่มฮูตี และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สะท้อนว่าความขัดแย้งกำลังพัฒนาไปสู่ความซับซ้อนที่มากขึ้น หลากหลายมิติ และส่งผลกระทบในระดับโลก ไม่ใช่แค่ภูมิภาค
ที่น่าสนใจ คือ เรือบรรทุกน้ำมันกำลังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีมากขึ้น เนื่องจากสงครามเศรษฐกิจถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กัน ไม่ว่าจะเป็นอิหร่านที่เพิ่มการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อคุมอำนาจในการต่อรอง เช่นเดียวกันกลุ่มฮูตีในเยเมน พันธมิตรของอิหร่าน ที่คุมการเดินเรือในช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” ที่เชื่อมกับทะเลแดง ด้าน “ยูเครน” ก็กล่าวอ้างว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน เรือบรรทุกสินค้า และเรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัสเซียในบริเวณทะเลอาซอฟและทะเลดำมากกว่า 150 ลำ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับผลกระทบจากหลายแนวรบพร้อมกัน และบีบให้ปริมาณน้ำมันจากตะวันออกกลางเผชิญกับสถานการณ์ “ไร้ทางออก” (no way out) มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 30 ในเดือนกรกฎาคม โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปลายสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากสถานการณ์ในทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซเลวร้ายลง ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการที่สหรัฐฯ กับอิหร่านพักการโจมตีชั่วคราว แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง
ข้อมูลจาก UN Global Platform และ IMF PortWatch สะท้อนว่า ปริมาณเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” ยังอยู่ในระดับต่ำ นับตั้งแต่กลุ่มฮูตีปฏิบัติการโจมตีเรือพาณิชย์บริเวณดังกล่าวเมื่อปลายปี 2566 ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส โดยจำนวนเรือลดลงเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้น แม้เวลาจะล่วงเลยมานานแต่ปริมาณเรือที่แล่นผ่านเส้นทางนั้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับคำเตือนล่าสุดของกลุ่มฮูตีก็เพียงพอที่จะทำให้เรือพาณิชย์หลีกเลี่ยงเส้นทางนี้ ขณะที่การปิดช่องแคบ “บับเอลมันเดบ” กระทบการขนส่งน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันที่ซาอุดีอาระเบียใช้เป็นแผนสำรองทดแทนช่องแคบ “ฮอร์มุซ”

การปิดตาย “บับเอลมันเดบ” และ “ทะเลแดง” ซ้ำเติมการปิด “ฮอร์มุซ” ที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน โดยก่อนหน้าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านจะปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เรือขนส่งที่แล่นผ่านเส้นทางนี้มีมากกว่า 100 ลำต่อวัน ก่อนจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่ลำต่อวันหลังจากนั้น และเพิ่งจะฟื้นตัวขึ้นมาในช่วงที่สหรัฐฯ กับอิหร่านทำข้อตกลงหยุดยิง
ข้อมูลจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาชาติ ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม มีเรือพาณิชย์ประมาณ 61 ลำถูกโจมตีบริเวณอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน และในเดือนกรกฎาคมมีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 12 ลำ ถูกโจมตีในบริเวณดังกล่าว

ช่องแคบ หรือจุดคอขวดตามเส้นทางเดินเรือทั่วโลก มีความสำคัญต่อตลาดพลังงานและความมั่นคงของโลก เนื่องจากมีปริมาณน้ำมัน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวนมากขนส่งผ่านเส้นทางเหล่านี้ การปิดช่องแคบสำคัญ ๆ แม้เพียงชั่วคราว ก็อาจนำไปสู่ความล่าช้าในการจัดส่ง และต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้นก็ทำให้ราคาน้ำมันโลกขยับขึ้น แม้ว่าช่องแคบบางส่วนจะมีเส้นทางอื่นทดแทน ซึ่งทำให้ใช้เวลาขนส่งนานขึ้น แต่บางช่องแคบก็ไม่มีทางเลือกอื่น
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่ขนส่งทางเรือราว 79.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 76 ของปริมาณที่ผลิตรวมทั้งโลก 101.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปริมาณที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อยู่ที่ 20.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนปริมาณที่ขนส่งผ่านคลองสุเอซและท่อส่ง Suez-Mediterranean Pipeline (SUMED) ข้ามทะเลแดงไปยังอียิปต์ อยู่ที่ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน และผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

การปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” และ “บับเอลมันเดบ” ที่เกี่ยวพันกับสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน กระทบการขนส่งน้ำมันราวร้อยละ 25 ของทั้งโลก แต่ยังมีผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนเพิ่มเติมอีก เนื่องจากระยะหลังยูเครนพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียเผชิญปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วประเทศในช่วงฤดูร้อนนี้ รัฐบาลรัสเซียจึงประกาศมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดภายในประเทศ รวมถึงจำกัดการส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลเป็นการชั่วคราว
ล่าสุดทางการรัสเซียได้ขยายเวลามาตรการห้ามส่งออกน้ำมันเบนซินไปจนถึงสิ้นปีนี้ จากเดิมมีกำหนดจะสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม รัสเซียก็ประกาศมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลทั้งหมด โดยก่อนหน้านี้ รัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซล 800,000 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 12 ของการส่งออกน้ำมันดีเซลทั้งโลก

“แดน พิกเคอริง” ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาและวิจัย “พิกเคอริง เอเนอร์ยี พาร์ตเนอร์ส” (Pickering Energy Partners) มองว่า หากทั้งช่องแคบบับเอลมันเดบและช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นในเดือนสิงหาคม โดยจะกลับไปเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ 124 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะเป็นผลกระทบด้านราคาที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลา เพราะครั้งนี้เริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากอยู่แล้ว
ด้าน “เฮลิมา ครอฟต์” หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ RBC แคปิตอล มาร์เก็ตส์ (RBC Capital Markets) ประเมินว่า สถานการณ์ทั้งหมดทำให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญภาวะตึงตัว และการยกระดับความตึงเครียดของแนวรบต่าง ๆ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุระดับสูงสุดในปี 2565 ที่เคยทำไว้ 128 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นช่วงที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้น ขณะที่ในกรณีเลวร้ายสุด หากภูมิภาคตะวันออกกลางเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ ราคาน้ำมันเบรนต์อาจสูงกว่าระดับสูงสุดในปี 2551 ที่อยู่ที่ 148 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ที่มาข้อมูล : AlJazeera, CNBC, Reuters, Fortune, CNN
ที่มารูปภาพ : TNN
