ชีอินระบุในเอกสารว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2568 เป็นต้นมา การยกเลิกมาตรการข้อยกเว้นภาษีขั้นต่ำ (de minimis exemption) ของสหรัฐฯ ที่เคยอนุญาตให้พัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ นำเข้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรนั้น ได้ส่งผลเสียอย่างหนักต่อยอดขายและอัตราการเติบโตในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท อีกทั้งยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจุบัน สินค้าต้นกำเนิดจีนที่ขายโดยชีอินหรือขายผ่านตลาดกลางของบริษัทและจัดส่งไปยังสหรัฐฯ นั้น ต้องเผชิญกับอัตราภาษีตั้งแต่ 10% ถึง 87.5% และเพื่อรับมือกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ บริษัทกำลังพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย รวมถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน
สรุปข่าว
ชีอินระบุในเอกสารว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2568 เป็นต้นมา การยกเลิกมาตรการข้อยกเว้นภาษีขั้นต่ำ (de minimis exemption) ของสหรัฐฯ ที่เคยอนุญาตให้พัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์สหรัฐ นำเข้าได้โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรนั้น ได้ส่งผลเสียอย่างหนักต่อยอดขายและอัตราการเติบโตในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท อีกทั้งยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายปรับตัวสูงขึ้น
ปัจจุบัน สินค้าต้นกำเนิดจีนที่ขายโดยชีอินหรือขายผ่านตลาดกลางของบริษัทและจัดส่งไปยังสหรัฐฯ นั้น ต้องเผชิญกับอัตราภาษีตั้งแต่ 10% ถึง 87.5% และเพื่อรับมือกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นนี้ บริษัทกำลังพิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย รวมถึงการปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน
มาตรการภาษีดังกล่าวส่งผลให้รายได้ของชีอินในสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 14.3% เหลือ 2.04 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 2.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยสัดส่วนรายได้จากสหรัฐฯ คิดเป็น 22.5% ของรายได้รวมในไตรมาสแรก ลดลงจากระดับ 29.4% ของรายได้รวมทั้งปีในปี 2566
นอกจากตลาดสหรัฐฯ แล้ว สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตลาดหลักของชีอิน ก็เริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียม 3 ยูโรสำหรับสินค้านำเข้าอีคอมเมิร์ซมูลค่าต่ำในเดือนนี้ (ก.ค. 2569) เพื่อสกัดกั้นสิ่งที่ EU เรียกว่า การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม จากจีน โดยยุโรปมีสัดส่วนรายได้คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของรายได้รวมชีอินในปี 2568 และอาจได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นในปีนี้
ขณะเดียวกัน ภาพรวมผลประกอบการตลอดปี 2568 ชีอินมีกำไรสุทธิลดลง 38.7% เหลือ 2.06 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนรายได้รวมขยายตัว 8% แตะที่ 4.185 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการเติบโตในระดับ 20.7% ในปี 2567
