
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิ.ย. 2569 สหภาพยุโรป (European Union: EU) โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่คู่มือเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labour Regulation: FLR) ที่ห้ามวางจำหน่ายสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งแรงงานเด็กที่ถูกบังคับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยนิยามสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับตามองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึง สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ไม่ว่าในขั้นตอนการสกัด เก็บเกี่ยว ผลิต รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในสายห่วงโซ่อุปทาน
สรุปข่าว
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิ.ย. 2569 สหภาพยุโรป (European Union: EU) โดยคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่คู่มือเพื่อสนับสนุนการบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labour Regulation: FLR) ที่ห้ามวางจำหน่ายสินค้าและส่งออกสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ รวมทั้งแรงงานเด็กที่ถูกบังคับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยนิยามสินค้าที่มาจากแรงงานบังคับตามองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) หมายถึง สินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (ทั้งหมดหรือบางส่วน) ไม่ว่าในขั้นตอนการสกัด เก็บเกี่ยว ผลิต รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในสายห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ คู่มือดังกล่าว ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย (Public Consultation) อาทิ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรไม่แสวงผลกำไร (NGOs) และภาคีแรงงาน ทำให้มีความครอบคลุม สอดคล้องกับความเป็นจริง และสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผล
นางอารดา กล่าวว่า ในปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวม 1.7 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยัง EU ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าจาก EU มายังไทย ประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่งไทยได้ดุลการค้าประมาณ 3 แสนล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ EU ในฐานะคู่ค้าสำคัญของไทย และการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยแรงงานบังคับ อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปยัง EU สูงที่สุด
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยัง EU ต้องมีความพร้อมในการจัดเตรียมข้อมูลให้กับผู้นำเข้าฝั่ง EU และอาจจำเป็นต้องเตรียมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อยืนยันว่า กระบวนการผลิตสินค้าไม่มีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน
